กด Ctrl+F เพื่อค้นหาคำที่ต้องการในหน้านี้
   

  มาตราที่ 56 57 58  
   
:: พ.ร.บ. บำเหน็จบำนาญข้าราชการ พ.ศ. 2494 มาตราที่ 56-58

:: ลักษณะ 6 บทเฉพาะกาล
มาตรา 56 ข้าราชการผู้ใดลาออกไปดำรงตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทน หรือ สภาผู้แทนราษฎร แล้วแต่กรณีก่อนวันใช้พระราชบัญญัตินี้ ถ้าภายหลังกลับเข้ารับราชการใหม่ ก็ให้นับเวลาระหว่างที่ดำรงตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทน หรือสภาผู้แทนราษฎร ในการคำนวณ บำเหน็จบำนาญตามกฎหมายที่ใช้อยู่ก่อนวันใช้พระราชบัญญัตินี้
มาตรา 57 ผู้ซึ่งไปหรือผู้ซึ่งทางราชการสั่งอนุญาตให้ไปศึกษาวิชาในต่างประเทศ ก่อนวันใช้พระราชบัญญัตินี้ เมื่อเข้ารับราชการให้มีสิทธินับเวลาระหว่างไปศึกษา วิชาในต่างประเทศเป็นเวลาราชการสำหรับคำนวณบำเหน็จบำนาญตามเกณฑ์ในกฎหมาย ว่าด้วยบำเหน็จบำนาญที่ใช้อยู่ก่อนวันใช้พระราชบัญญัตินี้
มาตรา 58 ข้าราชการผู้ใดกลับเข้ารับราชการก่อนวันใช้พระราชบัญญัตินี้ และตามกฎหมายว่าด้วยบำเหน็จบำนาญที่ใช้อยู่ในขณะที่กลับเข้ารับราชการนั้น อาจให้นับเวลาราชการหลายตอนต่อกันได้ ก็ให้ผู้นั้นมีสิทธิได้นับเวลาราชการตอนก่อนกับตอนหลัง ต่อกันได้

:: ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ จอมพล ป. พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรี

พระราชบัญญัติบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (ฉบับที่ ) พ.ศ. 2494
มาตรา 2 พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2494 เป็นต้นไป
[รก.2494/80/1พ./31 ธันวาคม 2494]

พระราชบัญญัติบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2496
มาตรา 2 พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2494 เป็นต้นไป
[รก.2496/10/196/3 กุมภาพันธ์ 2496]

พระราชบัญญัติบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2499
มาตรา 11 การบอกเลิกรับบำนาญตาม มาตรา 30 (จ) แห่งพระราชบัญญัติบำเหน็จ บำนาญข้าราชการ พ.ศ. 2494 ตามที่ได้แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติฉบับนี้สำหรับผู้ที่ได้กลับเข้ารับราชการใหม่ ก่อนวันที่พระราชบัญญัติฉบับนี้ใช้บังคับ ให้บอกเลิกได้ภายในระยะเวลา หนึ่งร้อยยี่สิบวัน นับตั้งแต่วันที่พระราชบัญญัติฉบับนี้ใช้บังคับ แต่ทั้งนี้ต้องกระทำในขณะที่ยัง รับราชการอยู่ และในกรณีที่ได้รับบำนาญรวมกับเงินเดือนมาแล้ว ให้คืนบำนาญและเงินที่จ่าย ควบกับบำนาญที่รับไปแล้วตั้งแต่วันที่กลับเข้ารับราชการใหม่ให้หมดเสียก่อนวันออกจากราชการ
*หมายเหตุ:- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ
1. เนื่องจากได้มีการแก้ไขเพิ่มเติม พระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2497 ให้ข้าราชการตำรวจซึ่งกรมตำรวจสั่งแต่งตั้งให้ไปปฏิบัติหน้าที่ราชการตำรวจ โดยได้รับเงินเดือนจากผู้ว่าจ้าง คงมีฐานะเป็นข้าราชการตำรวจ จึงจำต้องแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติบำเหน็จบำนาญข้าราชการ พ.ศ. 2494 ให้สอดคล้องกันด้วย
2. ข้าราชการซึ่งออกจากราชการ โดยได้รับบำนาญไปแล้วเป็นผู้ออกจากราชการ ไปโดยไม่มีความผิด เมื่อกลับเข้ารับราชการใหม่ก็สมควรให้ประโยชน์ในการนับเวลาราชการ ตอนก่อนกับตอนหลังติดต่อกันได้
3. เพื่อเหมาะสมแก่ความเป็นอยู่และความเป็นธรรมแก่ข้าราชการซึ่งได้รับราชการมานาน จึงสมควรให้สิทธิในการคำนวณบำนาญตามกฎหมายโดยไม่มีข้อจำกัดขั้นสูง ไว้สำหรับบำนาญที่จะพึงได้รับ
4. เนื่องจากข้าราชการประจำตลอดจนข้าราชการบำนาญบางคน บิดา มารดา ได้ตายเสียตั้งแต่เล็ก ต้องอาศัยญาติพี่น้อง เช่น ปู่ ย่า ตา ยาย หรือผู้มีใจบุญอื่น ๆ ช่วยเหลือ อุปการะเลี้ยงดูและให้การศึกษามาตั้งแต่เยาว์วัย เช่นเดียวกับบิดามารดา จนกระทั่งเข้ารับราชการ เมื่อข้าราชการผู้นั้นถึงแก่กรรมลง โดยที่มิได้มีบุตรภริยาโดยชอบด้วยกฎหมาย ผู้ที่ได้อุปการะ เลี้ยงดูมาก็ควรได้รับบำนาญตกทอดเช่นเดียวกับที่บัญญัติไว้สำหรับผู้รับบำนาญพิเศษ และ ในทำนองเดียวกันข้าราชการที่ไม่มีบิดามารดาและบุตรภริยา แต่ได้อุปการะเลี้ยงดูผู้หนึ่งผู้ใด เมื่อข้าราชการผู้นั้นถึงแก่กรรม ย่อมเป็นเหตุให้ผู้ที่อยู่ในความอุปการะเลี้ยงดูได้รับความ เดือดร้อน จึงเป็นการสมควรที่จะให้ผู้อยู่ในความอุปการะเลี้ยงดูได้รับบำนาญตกทอดด้วย และเนื่องจากเดิมไม่มีบทนิยามคำว่า ผู้อุปการะ และผู้อยู่ในอุปการะ ฉะนั้น จึงควรมีบทนิยาม ไว้เพื่อให้ชัดแจ้งขึ้น
[รก.2499/77/5พ./27 กันยายน 2499]

พระราชบัญญัติบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2502
มาตรา 2 พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2502 เป็นต้นไป
มาตรา 3 ข้าราชการซึ่งออกจากราชการโดยมีสิทธิได้รับบำนาญก่อนวันที่ พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ ถ้ากลับเข้ารับราชการใหม่ คำว่า "เงินเดือนเดิม" ตามพระราชบัญญัติ บำเหน็จบำนาญข้าราชการ พ.ศ. 2594 ให้หมายถึงเงินเดือนเดือนสุดท้ายที่เคยได้รับอันดับ สูงสุดในครั้งใดก่อนออกจากราชการรวมกับเงินเพิ่มพิเศษประจำเดือนชั่วคราว (พ.) ตามเกณฑ์ ครั้งสุดท้ายก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ
มาตรา 4 เพื่อประโยชน์แห่ง มาตรา 31 วรรคท้าย ของพระราชบัญญัติบำเหน็จ บำนาญข้าราชการ พ.ศ. 2494 ให้รวมเงินเพิ่มพิเศษประจำเดือนชั่วคราว (พ.) ตามเกณฑ์ ครั้งสุดท้ายก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับเข้ากับเงินเดือนเดือนสุดท้ายที่ได้รับอยู่ก่อนวันที่ พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ ซึ่งให้ตั้งเป็นเกณฑ์คำนวณบำเหน็จบำนาญตามความในวรรคท้ายแห่ง มาตรานั้นด้วย
มาตรา 9 ภายใต้บังคับ มาตรา 14 บำนาญปกติให้จำกัดจำนวนอย่างสูงไม่เกิน เงินเดือนเดือนสุดท้าย
มาตรา 13 บทบัญญัติ มาตรา 12 ไม่กระทบกระทั่งสิทธิของผู้ได้รับหรือมีสิทธิ ได้รับบำนาญตกทอดอยู่แล้วก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ
มาตรา 14 ผู้ได้รับหรือมีสิทธิจะได้รับเบี้ยหวัดบำนาญโดยคำนวณจากอัตรา เงินเดือนที่ได้รับอยู่ก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับและได้รับเงินเพิ่มอยู่ตามระเบียบการ เบิกจ่ายเงินเพิ่มพิเศษประจำเดือนชั่วคราวสำหรับผู้ที่ได้รับเงินในงบประมาณเบี้ยหวัดบำนาญ พ.ศ. 2500 ให้ได้รับเบี้ยหวัดบำนาญตามอัตราในบัญชีท้ายพระราชบัญญัตินี้
ผู้ได้รับบำนาญโดยคำนวณจากอัตราเงินเดือนที่ได้รับอยู่ก่อนวันที่พระราชบัญญัติ นี้ใช้บังคับ ซึ่งกลับเข้ารับราชการใหม่โดยมิได้นับเวลาราชการติดต่อกัน เมื่อออกจากราชการในตอนหลัง สำหรับบำนาญเดิมที่จะได้รับ ให้ได้รับตามอัตราในบัญชีดังกล่าวในวรรคแรก
บทบัญญัติในวรรคแรกให้ใช้บังคับเฉพาะผู้ที่ได้รับหรือมีสิทธิจะได้รับเบี้ยหวัด บำนาญเพราะเหตุที่ได้รับราชการ

บัญชีอัตราเบี้ยหวัดบำนาญ
ท้ายพระราชบัญญัติบำเหน็จบำนาญข้าราชการ
(ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2502

เบี้ยหวัดบำนาญเดิม ให้ได้รับเบี้ยหวัด เบี้ยหวัดบำนาญเดิม ให้ได้รับเบี้ยหวัด
(บาท) บำนาญ (บาท) (บาท) บำนาญ (บาท)
ไม่เกิน 1 25 42 404
2 40 44 418
3 55 46 432
4 70 48 446
5 85 50 460
6 97 55 492.50
7 109 60 525
8 121 65 557.50
9 133 70 590
10 145 75 622.50
11 154 80 655
12 163 85 687.50
13 172 90 720
14 181 95 752.50
15 190 100 785
16 199 110 850
17 208 120 915
18 217 130 1,045
19 226 140 1,110
20 235 150 1,175
22 251 160 1,240
26 283 180 1,305

ตัวอย่าง บำนาญเดิมอัตรา 52 บาท เป็นอัตราที่ไม่ตรงกับอัตราในบัญชีนี้ แต่เป็นอัตราที่อยู่
ในระหว่างอัตรา 50 บาท กับ 55 บาท
บำนาญเดิม 50 บาท ได้บำนาญใหม่ 460 บาท
บำนาญเดิม 55 บาท ได้บำนาญใหม่ 492.50 บาท
ฉะนั้น บำนาญเดิม 52 บาท จะได้บำนาญตามส่วนโดยคำนวณ ดังต่อไปนี้
บำนาญเดิมต่างกัน 5 บาท บำนาญใหม่ต่างกัน 32.50 บาท
ฉะนั้น บำนาญเดิมต่างกัน 1 บาท บำนาญใหม่จึงต่างกัน 6.50 บาท
บำนาญเดิมต่างกัน 2 บาท บำนาญใหม่จึงต่างกัน 13.00 บาท
ดังนี้ บำนาญเดิม 50 + 2 บาท (คือ 52 บาท)
บำนาญที่จะได้รับจึงเท่ากับ 460 + 13 บาท เป็น 473 บาท
 
    *หมายเหตุ:- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ โดยที่รัฐบาลได้เสนอร่าง กฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการพลเรือนและกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการฝ่ายตุลาการ ยกเลิกเงินเพิ่มพิเศษประจำเดือนชั่วคราว (พ.) โดยรวมเงินเพิ่มพิเศษเข้าเป็นเงินเดือนจึงต้อง แก้กฎหมายว่าด้วยบำเหน็จบำนาญข้าราชการให้สอดคล้องกัน และในโอกาสเดียวกันนี้สมควร ที่จะแก้หลักการบางประการในกฎหมายว่าด้วยบำเหน็จบำนาญข้าราชการเสียในคราวเดียวกันด้วย เช่น เปิดโอกาสให้ข้าราชการผู้มีอายุครบห้าสิบปีบริบูรณ์ หรือมีเวลาราชการครบยี่สิบห้าปีบริบูรณ์ ลาออกจากราชการขอรับบำเหน็จบำนาญได้ และยกเลิกบำนาญตกทอดซึ่งปรากฏว่าได้มีความ ยุ่งยากในทางปฏิบัติเป็นอันมาก และเปลี่ยนเป็นบำเหน็จตกทอด
อนึ่ง เนื่องจากการที่เอาเงินเพิ่มพิเศษประจำเดือนชั่วคราว (พ.) มารวมกับเงินเดือนและถือเป็นเงินเดือนนั้น เป็นผลให้ข้าราชการซึ่งออกจากราชการ ภายหลังวันที่ พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ ได้รับบำนาญมีจำนวนสูงขึ้น ทั้ง ๆ ที่การคำนวณเป็นไปตามวิธีเดิม จึงสมควรปรับปรุงอัตราเบี้ยหวัดบำนาญของข้าราชการที่ได้รับอยู่ในขณะนี้เพิ่มขึ้นให้สมส่วนกัน เพื่อความเป็นธรรมแก่ข้าราชการซึ่งได้ปฏิบัติงานให้แก่บ้านเมืองมาแล้วนั้นด้วย
[รก.2502/101/24พ./30 ตุลาคม 2502]

พระราชบัญญัติบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (ฉบับที่ 6) พ.ศ. 2504
มาตรา 2 พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2505 เป็นต้นไป
*หมายเหตุ:- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ โดยที่ปีงบประมาณได้เปลี่ยน จากปีปฏิทินเป็นระยะเวลาตั้งแต่เดือนตุลาคมของปีหนึ่ง ถึงเดือนกันยายนของปีถัดไป และ เป็นการสมควรที่จะเปลี่ยนหลักเกณฑ์เกษียณอายุของข้าราชการให้สอดคล้องกับปีงบประมาณ ใหม่ โดยให้ผู้ที่มีอายุครบ 60 ปีบริบูรณ์แล้ว พ้นจากราชการเมื่อสิ้นปีงบประมาณที่มีอายุครบ 60 ปีบริบูรณ์นั้น จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้ขึ้น
[รก.2504/96/1พ./22 พฤศจิกายน 2504]

พระราชบัญญัติบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (ฉบับที่ 7) พ.ศ. 2509
มาตรา 2 พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2509 เป็นต้นไป
*หมายเหตุ:- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ ในกรณีที่มีการโอนข้าราชการ ส่วนจังหวัดมาเป็นข้าราชการ ให้ผู้ที่โอนมามีสิทธิได้นับเวลาราชการระหว่างที่เป็นข้าราชการ ส่วนจังหวัดเป็นเวลาราชการสำหรับคำนวณบำเหน็จบำนาญตามกฎหมายว่าด้วยบำเหน็จบำนาญ ข้าราชการได้ด้วย จึงต้องแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายว่าด้วยบำเหน็จบำนาญข้าราชการ
[รก.2509/79/37พ./16 กันยายน 2509]

พระราชบัญญัติบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (ฉบับที่ 8) พ.ศ. 2512
*หมายเหตุ:- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ เพื่อให้ข้าราชการที่โอนมาจาก พนักงานเทศบาลมีสิทธิได้นับเวลาระหว่างที่เป็นพนักงานเทศบาลเป็นเวลาราชการสำหรับคำนวณ บำเหน็จบำนาญตามกฎหมายว่าด้วยบำเหน็จบำนาญข้าราชการได้ด้วย
[รก.2512/19/12พ./6 มีนาคม 2512]

ประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 125
โดยที่คณะปฏิวัติพิจารณาเห็นว่า กระทรวงกลาโหมได้ประกาศใช้ข้อบังคับว่าด้วย การเบิกจ่ายเงินเพิ่มการเลื่อนฐานะของผู้ที่ได้เลื่อนฐานะเป็นข้าราชการกลาโหมชั้นสัญญาบัตร พ.ศ. 2515 ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2514 และโดยที่สภาพเงินเพิ่มการเลื่อนฐานะนี้เป็น เงินเดือนจึงสมควรแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติบำเหน็จบำนาญข้าราชการ พ.ศ. 2494 เพื่อ ให้นำเงินเพิ่มการเลื่อนฐานะมารวมเป็นเงินเดือนเดือนสุดท้ายสำหรับคำนวณบำเหน็จบำนาญ หัวหน้าคณะปฏิวัติ จึงมีคำสั่งดังต่อไปนี้
[รก.2515/64/13พ./24 เมษายน 2515]

พระราชบัญญัติบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (ฉบับที่ 9) พ.ศ. 2516
*หมายเหตุ:- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ เพื่อให้ข้าราชการซึ่งจะต้อง ออกจากราชการเพราะเกษียณอายุ ได้รับการพิจารณาบำเหน็จความชอบประจำปีของปีที่ออกจากราชการ และนำเงินบำเหน็จความชอบที่ได้รับนั้นมาคำนวณบำเหน็จบำนาญ
[รก.2516/120/1พ./25 กันยายน 2516]

พระราชบัญญัติบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (ฉบับที่ 10) พ.ศ. 2517
มาตรา 2 พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2517 เป็นต้นไป
มาตรา 5 ให้ผู้ได้รับหรือมีสิทธิจะได้รับเบี้ยหวัดตามข้อบังคับกระทรวงกลาโหม ว่าด้วยเงินเบี้ยหวัด หรือบำนาญปกติตามกฎหมายว่าด้วยบำเหน็จบำนาญข้าราชการ อยู่ในวันที่ พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ ได้รับเบี้ยหวัดหรือบำนาญตามอัตราในบัญชีหมายเลข 1 ท้ายพระราชบัญญัตินี้
ผู้ซึ่งกลับเข้ารับราชการใหม่ก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับโดยมิได้นับเวลาราชการติดต่อกันและถูกงดบำนาญตาม มาตรา 35 แห่งพระราชบัญญัติบำเหน็จบำนาญข้าราชการ พ.ศ. 2494 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2499 เมื่อออกจากราชการในหรือหลังวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ สำหรับบำนาญ เดิมที่จะได้รับให้ได้รับตามอัตราในบัญชีหมายเลข 1 ท้ายพระราชบัญญัตินี้
มาตรา 6 ให้ผู้ได้รับเบี้ยหวัดหรือบำนาญตามกฎหมายว่าด้วยนิรโทษกรรมใน โอกาสครบ 25 พุทธศตวรรษ หรือกฎหมายว่าด้วยล้างมลทินในโอกาสครบ 25 พุทธศตวรรษ อยู่ในวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ ได้รับเบี้ยหวัดหรือบำนาญตามอัตราในบัญชีหมายเลข 2 ท้ายพระราชบัญญัตินี้
มาตรา 7 ความใน มาตรา 9 แห่งพระราชบัญญัติบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2502 มิให้ใช้บังคับแก่ผู้ได้รับหรือมีสิทธิจะได้รับเบี้ยหวัดหรือบำนาญปกติ ตาม มาตรา 5 หรือ มาตรา 6 แห่งพระราชบัญญัตินี้
มาตรา 8 ให้ผู้ได้รับหรือมีสิทธิจะได้รับบำนาญพิเศษเพราะเหตุทุพพลภาพ อยู่ในวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ ได้รับบำนาญพิเศษตามอัตราในบัญชีหมายเลข 3 ท้าย พระราชบัญญัตินี้
มาตรา 9 ผู้ได้รับหรือมีสิทธิจะได้รับบำนาญพิเศษในฐานะทายาท ผู้อุปการะ หรือผู้อยู่ในอุปการะ อยู่ในวันที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2502 ให้รวมบำนาญพิเศษและเงินเพิ่ม ที่ได้รับอยู่ตามระเบียบการเบิกจ่ายเงินเพิ่มพิเศษประจำเดือนชั่วคราวสำหรับผู้ที่ได้รับเงินใน งบประมาณเบี้ยหวัดบำนาญ พ.ศ. 2500 เข้าด้วยกันแล้วปรับให้ได้รับเป็นบำนาญพิเศษอย่างเดียว ตามอัตราในบัญชีหมายเลข 4 ท้ายพระราชบัญญัตินี้
ผู้ได้รับหรือมีสิทธิจะได้รับบำนาญพิเศษในฐานะทายาท ผู้อุปการะ หรือผู้อยู่ใน อุปการะเริ่มตั้งแต่วันที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2502 เป็นต้นมา และได้รับหรือมีสิทธิจะได้รับอยู่ จนถึงวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ ให้ได้รับบำนาญพิเศษตามอัตราในบัญชีหมายเลข 5 ท้าย พระราชบัญญัตินี้
มาตรา 10 ผู้ได้รับหรือมีสิทธิจะได้รับบำนาญตกทอดอยู่ในวันที่พระราชบัญญัติ นี้ใช้บังคับ ให้รวมบำนาญตกทอดและเงินเพิ่มที่ได้รับอยู่ตามระเบียบการเบิกจ่ายเงินเพิ่มพิเศษ ประจำเดือนชั่วคราวสำหรับผู้ที่ได้รับเงินในงบประมาณเบี้ยหวัดบำนาญ พ.ศ. 2500 เข้าด้วยกันแล้วปรับให้ได้รับเป็นบำนาญตกทอดอย่างเดียวตามอัตราในบัญชีหมายเลข 6 ท้ายพระราชบัญญัตินี้

บัญชีอัตราเบี้ยหวัดบำนาญ
ท้ายพระราชบัญญัติบำเหน็จบำนาญข้าราชการ
(ฉบับที่ 10) พ.ศ. 2517
บัญชีหมายเลข 1
บัญชีปรับอัตราเบี้ยหวัด หรือบำนาญปกติ

เบี้ยหวัด ให้ได้ เบี้ยหวัด ให้ได้ เบี้ยหวัด ให้ได้ เบี้ยหวัด ให้ได้
บำนาญ เดิม รับเบี้ยหวัด บำนาญ เดิม รับเบี้ยหวัด บำนาญ เดิม รับเบี้ยหวัด บำนาญ เดิม รับเบี้ยหวัด
(บาท) บำนาญ (บาท) (บาท) บำนาญ (บาท) (บาท) บำนาญ (บาท) (บาท) บำนาญ (บาท)
20 70 335 475 1,500 1,748 3,700 4,201
30 80 350 500 1,600 1,860 3,800 4,315
40 90 375 525 1,700 1,972 3,900 4,427
50 100 400 550 1,800 2,083 4,000 4,539
60 110 425 576 1,900 2,195 4,100 4,650
70 120 450 603 2,000 2,306 4,200 4,762
80 130 475 631 2,000 2,418 4,300 4,873
90 140 475 658 2,200 2,530 4,400 4,985
100 150 550 712 2,300 2,641 4,500 5,097
120 180 600 766 2,400 2,753 4,600 5,208
140 210 650 821 2,500 2,864 4,700 5,320
160 240 700 875 2,600 2,976 4,800 5,431
180 270 750 929 2,700 3,088 4,900 5,543
200 300 800 984 2,800 3,199 5,000 5,655
220 330 850 1,038 2,900 3,311 5,250 5,938
900 1,093 3,000 3,422 5,500 6,225
950 1,147 3,100 3,534 5,750 6,511
1,000 1,201 3,200 3,646 6,000 6,798

เบี้ยหวัด ให้ได้ เบี้ยหวัด ให้ได้ เบี้ยหวัด ให้ได้ เบี้ยหวัด ให้ได้
บำนาญ เดิม รับเบี้ย หวัด บำนาญ เดิม รับเบี้ย หวัด บำนาญ เดิม รับเบี้ย หวัด บำนาญ เดิม รับเบี้ย หวัด
(บาท) บำนาญ (บาท) (บาท) บำนาญ (บาท) (บาท) บำนาญ (บาท) (บาท) บำนาญ (บาท)
240 360 1,100 1,310 3,300 3,765 6,250 7,085
260 390 1,200 1,419 3,400 3,869 6,500 7,371
280 420 1,300 1,527 3,500 3,980 6,750 7,658
300 450 1,400 1,637 3,600 4,092 7,000 7,945
7,250 8,232 8,743 10,000 10,500 12,021 14,000 16,523
7,500 8,520 8,750 10,000 11,000 12,646 14,500 17,189
7,750 8,817 9,000 10,155 11,500 13,271 15,000 17,856
8,000 9,115 9,250 10,459 12,000 13,896 15,500 18,523
8,250 9,412 9,500 10,771 12,500 14,521 16,000 19,227
8,500 9,710 9,750 11,084 13,000 15,189
8,725 9,968 10,000 11,396 13,000 15,856

*หมายเหตุ : ผู้ใดได้รับเบี้ยหวัดหรือบำนาญเดิมอยู่ไม่ตรงกับอัตราในบัญชีนี้ แต่ได้รับอยู่ระหว่างสองอัตราใด ก็ให้ได้รับเบี้ยหวัดหรือบำนาญโดยคำนวณเพิ่มให้ตามส่วนในระหว่างสองอัตรานั้น เศษของบาทให้ปัดเป็นหนึ่งบาท
ตัวอย่าง บำนาญเดิมอัตรา 722 บาท เป็นอัตราที่ไม่ตรงกับอัตราในบัญชีนี้ แต่เป็นอัตราที่อยู่
ในระหว่างอัตรา 700 บาท กับ 750 บาท
บำนาญเดิม 700 บาท ได้บำนาญใหม่ 875 บาท
บำนาญเดิม 750 บาท ได้บำนาญใหม่ 929 บาท
ฉะนั้น บำนาญเดิม 722 บาท จะได้บำนาญตามส่วนโดยคำนวณ ดังต่อไปนี้
บำนาญต่างกัน 50 บาท บำนาญใหม่ต่างกัน 54 บาท
ฉะนั้น บำนาญเดิมต่างกัน 1 บาท บำนาญใหม่จึงต่างกัน 1 บาท 08 สตางค์
ฉะนั้น บำนาญต่างกัน 22 บาท บำนาญใหม่จึงต่างกัน 23 บาท 76 สตางค์
ดังนี้ บำนาญเดิม 700 + 22 บาท (คือ 722 บาท)
บำนาญที่จะได้รับจึงเท่ากับ 875 + 23 บาท 76 สตางค์
เป็น 898 บาท 76 สตางค์ ปัดขึ้นเป็น 899 บาท

บัญชีหมายเลข 2
บัญชีปรับอัตราเบี้ยหวัดหรือบำนาญ ตามกฎหมายว่าด้วยนิรโทษกรรม
ในโอกาสครบ 25 พุทธศตวรรษ
หรือกฎหมายว่าด้วยล้างมลทินในโอกาสครบ 25 พุทธศตวรรษ

เบี้ยหวัด ให้ได้ เบี้ยหวัด ให้ได้ เบี้ยหวัด ให้ได้ เบี้ยหวัด ให้ได้
บำนาญ เดิม รับเบี้ย หวัด บำนาญ เดิม รับเบี้ย หวัด บำนาญ เดิม รับเบี้ย หวัด บำนาญ เดิม รับเบี้ย หวัด
(บาท) บำนาญ (บาท) (บาท) บำนาญ (บาท) (บาท) บำนาญ (บาท) (บาท) บำนาญ (บาท)
1 75 80 826 240 1,944 550 3,266
5 135 90 897 260 2,078 575 3,420
10 218 100 968 280 2,212 500 3,573
20 353 120 1,109 300 2,345 550 3,853
30 465 140 1,250 325 2,499 600 4,132
40 540 160 1,391 350 2,652 650 4,410
50 614 180 1,533 375 2,806 700 4,690
60 685 200 1,676 400 2,959 750 4,913
70 756 220 1,810 425 3,113 800 5,136

*หมายเหตุ : ผู้ใดได้รับเบี้ยหวัดหรือบำนาญเดิมอยู่ไม่ตรงกับอัตราในบัญชีนี้ แต่ได้รับอยู่ระหว่างสองอัตราใด ก็ให้ได้รับเบี้ยหวัดหรือบำนาญโดยคำนวณเพิ่มให้ตามส่วนในระหว่างสองอัตรานั้น เศษของบาทให้ปัดเป็นหนึ่งบาท
ตัวอย่าง บำนาญเดิมอัตรา 34 บาท 30 สตางค์ เป็นอัตราที่ไม่ตรงกับอัตราในบัญชีนี้ แต่เป็นอัตรา
ที่อยู่ในระหว่างอัตรา 30 บาท กับ 40 บาท
บำนาญเดิม 30 บาท ได้บำนาญใหม่ 465 บาท
บำนาญเดิม 40 บาท ได้บำนาญใหม่ 540 บาท
ฉะนั้น บำนาญเดิม 34 บาท 30 สตางค์ จะได้บำนาญตามส่วนโดยคำนวณดังต่อไปนี้
บำนาญเดิมต่างกัน 10 บาท บำนาญใหม่ต่างกัน 75 บาท
ฉะนั้น บำนาญเดิมต่างกัน 1 บาท บำนาญใหม่ต่างกัน 7 บาท 50 สตางค์
บำนาญเดิมต่างกัน 4 บาท 30 สตางค์ บำนาญใหม่ต่างกัน 32 บาท 25 สตางค์
ดังนี้ บำนาญเดิม 30 + 4.30 บาท (คือ 34 บาท 30 สตางค์)
บำนาญที่จะได้รับจึงเท่ากับ 465 + 32.25 บาท
เป็น 497 บาท 25 สตางค์ ปัดขึ้นเป็นหนึ่งบาท

บัญชีหมายเลข 3 บัญชีปรับอัตราบำนาญพิเศษเพราะเหตุทุพพลภาพ
1. ผู้ได้รับหรือมีสิทธิจะได้รับบำนาญพิเศษไม่เกิน 100 บาท ให้ได้รับเพิ่มขึ้นอีก 50 บาท
2. ผู้ได้รับหรือมีสิทธิจะได้รับบำนาญพิเศษเกิน 100 บาท แต่ไม่เกิน 300 บาท ให้ได้รับเพิ่มขึ้นอีกกึ่งหนึ่งของบำนาญพิเศษเดิม
3. ผู้ได้รับหรือมีสิทธิจะได้รับบำนาญพิเศษเกิน 300 บาท แต่ไม่ถึง 10,000 บาท ให้ได้รับเพิ่มขึ้นอีก 150 บาท แต่เมื่อเพิ่มตามนี้แล้ว
ถ้ามีจำนวนเกิน 10,000 บาท ให้ได้รับเพียง 10,000 บาท
4. ผู้ได้รับหรือมีสิทธิจะได้รับบำนาญพิเศษตั้งแต่ 10,000 บาทขึ้นไป ให้คงได้รับเท่าเดิม
5. บำนาญพิเศษที่ปรับแล้วตาม 1. 2. และ 3.
ถ้ามีเศษของบาท ให้ปัดเป็นหนึ่งบาท

บัญชีหมายเลข 4 บัญชีปรับอัตราบำนาญพิเศษสำหรับทายาท ผู้อุปการะ หรือผู้อยู่ในอุปการะ ซึ่งมีสิทธิได้รับอยู่ในวันที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2502
1. ผู้ได้รับหรือมีสิทธิจะได้รับบำนาญพิเศษและเงินเพิ่มรวมกันไม่เกิน 50 บาท ให้ได้รับเพิ่มขึ้นอีก 25 บาท
2. ผู้ได้รับหรือมีสิทธิจะได้รับบำนาญพิเศษและเงินเพิ่มรวมกันเกิน 50 บาท แต่ไม่เกิน 100 บาท ให้ได้รับเพิ่มขึ้นอีกกึ่งหนึ่งของบำนาญพิเศษและเงินเพิ่มรวมกัน
3. ผู้ได้รับหรือมีสิทธิจะได้รับบำนาญพิเศษและเงินเพิ่มรวมกันเกิน 100 บาท แต่ไม่ถึง 10,000 บาท ให้ได้รับเพิ่มขึ้นอีก 50 บาท แต่เมื่อเพิ่มตามนี้แล้ว
ถ้ามี จำนวนเกิน 10,000 บาท ให้ได้รับเพียง 10,000 บาท
4. ผู้ได้รับหรือมีสิทธิจะได้รับบำนาญพิเศษและเงินเพิ่มรวมกันตั้งแต่ 10,000 บาท ขึ้นไปให้คงได้รับเท่าเดิม
5. บำนาญพิเศษและเงินเพิ่มที่ปรับแล้วตาม 1. 2. และ 3.
ถ้ามีเศษของบาท ให้ปัดเป็น หนึ่งบาท

บัญชีหมายเลข 5 บัญชีปรับอัตราบำนาญพิเศษสำหรับทายาท ผู้อุปการะ หรือผู้อยู่ในอุปการะซึ่งมีสิทธิได้รับตั้งแต่ วันที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2502 จนถึงวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ
1. ผู้ได้รับหรือมีสิทธิจะได้รับบำนาญพิเศษไม่เกิน 50 บาท ให้ได้รับเพิ่มขึ้น อีก 25 บาท
2. ผู้ได้รับหรือมีสิทธิจะได้รับบำนาญพิเศษเกิน 50 บาท แต่ไม่เกิน 100 บาท ให้ได้รับเพิ่มขึ้นอีกกึ่งหนึ่งของบำนาญพิเศษเดิม
3. ผู้ได้รับหรือมีสิทธิจะได้รับบำนาญพิเศษเกิน 100 บาท แต่ไม่ถึง 10,000 บาท ให้ได้รับเพิ่มขึ้นอีก 50 บาท แต่เมื่อเพิ่มตามนี้แล้ว
ถ้ามีจำนวนเกิน 10,000 บาท ให้ได้รับเพียง 10,000 บาท
4. ผู้ได้รับหรือมีสิทธิจะได้รับบำนาญพิเศษตั้งแต่ 10,000 บาทขึ้นไป ให้คงได้รับเท่าเดิม
5. บำนาญพิเศษที่ปรับแล้วตาม 1. 2. และ 3.
ถ้ามีเศษของบาท ให้ปัดเป็นหนึ่งบาท

บัญชีหมายเลข 6 บัญชีปรับอัตราบำนาญตกทอด
1. ผู้ได้รับหรือมีสิทธิจะได้รับบำนาญตกทอดและเงินเพิ่มรวมกันไม่เกิน 20 บาท ให้ได้รับเพิ่มขึ้นอีก 10 บาท
2. ผู้ได้รับหรือมีสิทธิจะได้รับบำนาญตกทอดและเงินเพิ่มรวมกันเกิน 20 บาท แต่ไม่เกิน 100 บาท ให้ได้รับเพิ่มขึ้นอีกกึ่งหนึ่งของบำนาญตกทอดและ เงินเพิ่มรวมกัน
3. ผู้ได้รับหรือมีสิทธิจะได้รับบำนาญตกทอดและเงินเพิ่มรวมกันเกิน 100 บาท ขึ้นไป ให้ได้รับเพิ่มขึ้นอีก 50 บาท
4. บำนาญตกทอดที่ปรับแล้วตาม 1. 2. และ 3.
ถ้ามีเศษของบาท ให้ปัดเป็นหนึ่งบาท
*หมายเหตุ:- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ โดยที่เป็นการสมควรปรับปรุง อัตราเบี้ยหวัดและบำนาญ เพื่อให้เหมาะสมแก่ค่าครองชีพในปัจจุบัน และเพื่อให้ผู้รับเบี้ยหวัด บำนาญ เสียภาษีเงินได้เอง จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้ขึ้น
[รก.2517/112/38พ./28 มิถุนายน 2517]

พระราชบัญญัติบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (ฉบับที่ 11) พ.ศ. 2518
*หมายเหตุ:- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัตินี้ คือ โดยที่กฎหมายว่าด้วยบำเหน็จ บำนาญข้าราชการซึ่งบัญญัติให้ข้าราชการซึ่งมีอายุครบหกสิบปีบริบูรณ์แล้ว อาจได้รับการต่อเวลา ราชการให้รับราชการต่อไปอีกได้ในกรณีพิเศษ ซึ่งคณะรัฐมนตรีเห็นความจำเป็นเพื่อประโยชน์ แก่ราชการอย่างยิ่งนั้น ไม่เหมาะสมกับสภาวการณ์ของประเทศในปัจจุบัน สมควรที่จะได้ยกเลิก การต่อเวลาราชการให้แก่ข้าราชการ ซึ่งมีอายุครบหกสิบปีบริบูรณ์แล้ว ไม่ว่าในกรณีใด จึงจำเป็น ต้องตราพระราชบัญญัตินี้
[รก.2518/35/1พ./14 กุมภาพันธ์ 2518]

พระราชบัญญัติบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (ฉบับที่ 12) พ.ศ. 2520
มาตรา 5 การบอกเลิกรับบำนาญตาม มาตรา 30ทวิ แห่งพระราชบัญญัติ บำเหน็จบำนาญข้าราชการ พ.ศ. 2494 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัตินี้ สำหรับผู้ที่ เข้ารับราชการเป็นข้าราชการก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ ให้บอกเลิกได้ภายในระยะเวลา หนึ่งร้อยยี่สิบวันนับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ แต่ทั้งนี้ ต้องกระทำในขณะที่ยังรับราชการอยู่ และในกรณีที่ได้รับบำนาญรวมกับเงินเดือนมาแล้ว ให้คืนบำนาญและเงินที่จ่ายควบกับบำนาญ ที่รับไปแล้วตั้งแต่วันที่เข้ารับราชการเป็นข้าราชการให้หมดเสียก่อนวันออกจากราชการ
มาตรา 6 บทบัญญัติ มาตรา 35ทวิ ไม่กระทบกระเทือนสิทธิของข้าราชการ ส่วนท้องถิ่นซึ่งได้รับหรือมีสิทธิในบำนาญปกติตามกฎหมายว่าด้วยบำเหน็จบำนาญข้าราชการ ส่วนท้องถิ่น ซึ่งภายหลังได้เข้ารับราชการเป็นข้าราชการก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ และ ข้าราชการผู้นั้นไม่ได้ใช้สิทธิบอกเลิกรับบำนาญเพื่อต่อเวลาราชการสำหรับคำนวณบำเหน็จบำนาญ ตาม มาตรา 5
*หมายเหตุ:- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ โดยที่ได้มีการแก้ไขเพิ่มเติม พระราชบัญญัติบำเหน็จบำนาญข้าราชการส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2500 เกี่ยวกับการให้ข้าราชการ ตามกฎหมายว่าด้วยบำเหน็จบำนาญข้าราชการซึ่งออกจากราชการแล้ว ภายหลังเข้ารับราชการ เป็นข้าราชการส่วนท้องถิ่น มีสิทธิขอต่อเวลาราชการระหว่างที่เป็นข้าราชการตามกฎหมายว่าด้วย บำเหน็จบำนาญข้าราชการกับเวลาราชการระหว่างที่เป็นข้าราชการส่วนท้องถิ่นสำหรับคำนวณ บำเหน็จบำนาญเช่นเดียวกับกรณีการกลับเข้ารับราชการใหม่ได้ จึงสมควรแก้ไขเพิ่มเติม พระราชบัญญัติบำเหน็จบำนาญข้าราชการ พ.ศ. 2494 ให้ข้าราชการส่วนท้องถิ่นตาม กฎหมายว่าด้วยบำเหน็จบำนาญข้าราชการส่วนท้องถิ่นซึ่งออกจากราชการแล้ว ภายหลัง เข้ารับราชการเป็นข้าราชการมีสิทธิขอต่อเวลาราชการระหว่างที่เป็นข้าราชการส่วนท้องถิ่น ตามกฎหมายว่าด้วยบำเหน็จบำนาญข้าราชการส่วนท้องถิ่นกับเวลาราชการระหว่างที่เป็น ข้าราชการสำหรับคำนวณบำเหน็จบำนาญเช่นเดียวกัน จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้ขึ้น
[รก.2520/17/31พ./9 มีนาคม 2520]

พระราชบัญญัติบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (ฉบับที่ 13) พ.ศ. 2523
*หมายเหตุ:- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ โดยที่สถานการณ์ของประเทศ อยู่ในภาวะที่มีภัยรอบด้าน และภาวะทางเศรษฐกิจของโลกที่กำลังเป็นอยู่ในขณะนี้ก็กระทบ กระเทือนต่อการพัฒนาประเทศชาติ สมควรที่จะเปิดโอกาสให้สามารถใช้ทรัพยากรทางด้าน บุคคลมาร่วมกันทำประโยชน์แก่ประเทศชาติในด้านการรักษาความมั่นคงของราชอาณาจักร หรือ เพื่อประโยชน์ในด้านการศึกษาและการพัฒนาประเทศให้มากที่สุด แต่เนื่องจากตามกฎหมาย ปัจจุบันนอกจากข้าราชการพลเรือนในพระองค์แล้ว เมื่อข้าราชการมีอายุครบหกสิบปีบริบูรณ์ ต้องพ้นจากราชการ แม้ว่าทางราชการจะยังเล็งเห็นประโยชน์ของข้าราชการผู้นั้นอยู่ก็ไม่สามารถ จะเรียกกลับมาทำประโยชน์ให้แก่ประเทศชาติได้ จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้ขึ้น
[รก.2523/146/1พ./21 กันยายน 2523]

พระราชบัญญัติบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (ฉบับที่ 14) พ.ศ. 2526
มาตรา 9 ในกรณีที่มีผู้ได้รับเงินเพิ่มพิเศษรายเดือนสำหรับการปราบปราม ผู้กระทำความผิดตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการให้บำเหน็จความชอบเป็นกรณี พิเศษ พ.ศ. 2521 อยู่ก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ ให้เงินเพิ่มพิเศษดังกล่าวมีผล ใช้บังคับในการรวมเป็นเงินเดือนเดือนสุดท้ายตั้งแต่วันที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2521
*หมายเหตุ:- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ โดยที่เป็นการสมควรแก้ไข เพิ่มเติมพระราชบัญญัติบำเหน็จบำนาญข้าราชการ พ.ศ. 2494 ให้รวมเงินเพิ่มพิเศษรายเดือน สำหรับการปราบปรามผู้กระทำความผิด (พ.ป.ผ.) เข้ากับเงินเดือนเดือนสุดท้าย เพื่อการคำนวณ บำเหน็จบำนาญ โดยให้มีผลใช้บังคับย้อนหลังตั้งแต่วันประกาศใช้ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี

พระราชบัญญัติบำเหน็จบำนาญข้าราชการ พ.ศ. 2494
ว่าด้วยการให้บำเหน็จความชอบเป็นกรณีพิเศษ พ.ศ. 2521 และสมควรให้บุตรที่ได้มีคำพิพากษา ของศาลว่าเป็นบุตรที่ชอบด้วยกฎหมายของผู้ตาย มีสิทธิได้รับบำนาญพิเศษและบำเหน็จตกทอดได้ เพื่อให้สอดคล้องกับประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 5 ฉบับปัจจุบัน และสมควรให้ทบวงกรม หรือส่วนราชการเจ้าสังกัดซึ่งมีฐานะไม่ต่ำกว่ากรมหรือจังหวัด มีอำนาจส่งเรื่องราวขอรับบำเหน็จ บำนาญได้เช่นเดียวกับกระทรวงเจ้าสังกัดและให้การสั่งจ่ายบำเหน็จบำนาญเป็นไปตามระเบียบของ กระทรวงการคลังโดยให้รีบตรวจสอบและนำส่งให้ถึงกระทรวงการคลังภายในสามสิบวันนับแต่วันรับ และให้กระทรวงการคลังรีบพิจารณาสั่งภายในยี่สิบเอ็ดวันนับแต่วันรับ จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้
[รก.2526/170/13พ./24 ตุลาคม 2526]

พระราชบัญญัติบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (ฉบับที่ 15) พ.ศ. 2530
*หมายเหตุ:- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ โดยที่กฎหมายว่าด้วยบำเหน็จ บำนาญข้าราชการซึ่งบัญญัติให้ข้าราชการซึ่งมีอายุครบหกสิบปีบริบูรณ์แล้วอาจได้รับการต่อเวลา ราชการให้รับราชการต่อไปอีกได้ในกรณีพิเศษ ซึ่งคณะรัฐมนตรีเห็นความจำเป็นเพื่อประโยชน์ แก่ราชการอย่างยิ่งนั้นไม่เหมาะสมกับสภาวการณ์ของประเทศในปัจจุบัน สมควรที่จะได้ยกเลิก การต่อเวลาราชการให้แก่ข้าราชการซึ่งมีอายุครบหกสิบปีบริบูรณ์แล้ว ไม่ว่าในกรณีใด จึงจำเป็น ต้องตราพระราชบัญญัตินี้
[รก.2530/119/1พ./24 มิถุนายน 2530]

พระราชบัญญัติบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (ฉบับที่ 16) พ.ศ. 2539
มาตรา 9 การนับเวลาราชการของผู้กลับเข้ารับราชการใหม่ภายในหนึ่งร้อย แปดสิบวันนับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับให้เป็นไปตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายว่าด้วย บำเหน็จบำนาญข้าราชการที่ใช้อยู่ก่อนที่จะมีการแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัตินี้
*หมายเหตุ:- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ เนื่องจากพระราชบัญญัติบำเหน็จ บำนาญข้าราชการ พ.ศ. 2494 ได้ใช้บังคับมานานแล้ว และมีบทบัญญัติบางประการที่ไม่เหมาะสม และสอดคล้องกับหลักการในการจัดตั้งกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการในส่วนที่เกี่ยวกับการคิด เวลาราชการสำหรับคำนวณบำเหน็จบำนาญของข้าราชการที่กลับเข้ารับราชการใหม่ สิทธิรับบำเหน็จ ตกทอดและการแบ่งจ่ายเงินบำเหน็จตกทอด สมควรแก้ไขเพิ่มเติมบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัติ ดังกล่าวให้เหมาะสมและสอดคล้องกัน จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้
[รก.2539/42ก/22/27 กันยายน 2539]

พระราชบัญญัติบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (ฉบับที่ 17) พ.ศ. 2542
*หมายเหตุ:- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ โดยที่ มาตรา 334 (2) ของ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย บัญญัติให้ตรากฎหมายกำหนดหลักเกณฑ์ให้ผู้พิพากษาศาล ยุติธรรมซึ่งจะมีอายุครบหกสิบปีบริบูรณ์ในปีงบประมาณใด ไปดำรงตำแหน่งผู้พิพากษาอาวุโส เพื่อนั่งพิจารณาพิพากษาคดีในศาลชั้นต้น ตั้งแต่วันถัดจากวันสิ้นปีงบประมาณที่มีอายุครบ หกสิบปีบริบูรณ์จนถึงวันสิ้นปีงบประมาณที่ผู้พิพากษาผู้นั้นมีอายุครบหกสิบห้าปีบริบูรณ์ และ หากผู้พิพากษาอาวุโสผู้ใดผ่านการประเมินตามที่กฎหมายบัญญัติว่ายังมีสมรรถภาพในการ ปฏิบัติหน้าที่ก็ให้ดำรงตำแหน่งต่อไปได้จนถึงวันสิ้นปีงบประมาณที่ผู้พิพากษาผู้นั้นมีอายุครบ เจ็ดสิบปีบริบูรณ์ สมควรแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติบำเหน็จบำนาญข้าราชการ พ.ศ. 2494 เกี่ยวกับหลักเกณฑ์การพ้นจากราชการของข้าราชการตุลาการและข้าราชการตุลาการซึ่งดำรง ตำแหน่งผู้พิพากษาอาวุโสให้เป็นไปตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยดังกล่าว จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้
[รก.2542/75ก/6/20 สิงหาคม 2542]

พระราชบัญญัติบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (ฉบับที่ 18) พ.ศ. 2543
*หมายเหตุ:- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ โดยที่ได้มีการตรากฎหมาย กำหนดหลักเกณฑ์ให้ข้าราชการอัยการซึ่งจะมีอายุครบหกสิบปีบริบูรณ์ในปีงบประมาณใด ไปดำรงตำแหน่งอัยการอาวุโส เพื่อปฏิบัติหน้าที่พนักงานอัยการในสำนักงานอัยการสูงสุดตั้งแต่ วันถัดจากวันสิ้นปีงบประมาณที่มีอายุครบหกสิบปีบริบูรณ์ จนถึงวันสิ้นปีงบประมาณที่ข้าราชการ อัยการผู้นั้นมีอายุครบหกสิบห้าปีบริบูรณ์ และหากอัยการอาวุโสผู้ใดผ่านการประเมินตามที่ กฎหมายบัญญัติว่ายังมีสมรรถภาพในการปฏิบัติหน้าที่ก็ให้ดำรงตำแหน่งต่อไปได้จนถึงวันสิ้นปี งบประมาณที่อัยการอาวุโสผู้นั้นมีอายุครบเจ็ดสิบปีบริบูรณ์ สมควรแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติ บำเหน็จบำนาญข้าราชการ พ.ศ. 2494 เกี่ยวกับหลักเกณฑ์การพ้นจากราชการของข้าราชการ อัยการซึ่งดำรงตำแหน่งอัยการอาวุโสให้สอดคล้องกับกฎหมายดังกล่าว จึงจำเป็นต้องตรา พระราชบัญญัตินี้
[รก.2543/11ก/5/25 กุมภาพันธ์ 2543]

พระราชบัญญัติบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (ฉบับที่ 19) พ.ศ. 2543
มาตรา 6 ข้าราชการผู้ใดมีกรณีถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรงอยู่ก่อน วันที่พระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2535 ใช้บังคับ ถ้าผู้บังคับบัญชาสั่ง ลงโทษปลดออกจากราชการภายหลังวันที่พระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2535 ใช้บังคับแล้ว และเป็นการลงโทษตามกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ก่อนวันที่พระราชบัญญัติระเบียบ ข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2535 ใช้บังคับ ข้าราชการผู้นั้นหรือทายาท แล้วแต่กรณี ไม่มีสิทธิได้รับบำเหน็จบำนาญตามพระราชบัญญัติบำเหน็จบำนาญข้าราชการ พ.ศ. 2494 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติม โดยพระราชบัญญัตินี้
มาตรา 7 สิทธิที่จะนับเวลาราชการเป็นทวีคูณของข้าราชการซึ่งประจำปฏิบัติหน้าที่ อยู่ในเขตที่มีประกาศใช้กฎอัยการศึกให้เป็นอันยุติลงนับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ เว้นแต่ คณะรัฐมนตรีจะได้พิจารณาให้มีสิทธินับเวลาราชการเป็นทวีคูณตาม มาตรา 24 แห่งพระราชบัญญัติ บำเหน็จบำนาญข้าราชการ พ.ศ. 2494 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัตินี้
*หมายเหตุ:- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ เนื่องจากพระราชบัญญัติระเบียบ ข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2535 บัญญัติให้โทษทางวินัยของข้าราชการพลเรือนสามัญมี 5 สถาน คือ ภาคทัณฑ์ ตัดเงินเดือน ลดขั้นเงินเดือน ปลดออก และไล่ออก โทษให้ออกซึ่งมีบัญญัติไว้ใน พระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2518 จึงไม่มีอยู่อีกต่อไป และได้บัญญัติถึงสิทธิ ในการรับบำเหน็จบำนาญของข้าราชการในกรณีปลดออกว่า ผู้ถูกลงโทษปลดออกจากราชการให้มี สิทธิได้รับบำเหน็จบำนาญเสมือนว่าผู้นั้นลาออกจากราชการ สมควรแก้ไขเพิ่มเติมบทบัญญัติว่าด้วยสิทธิ ในการได้รับบำเหน็จบำนาญของข้าราชการตามที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติบำเหน็จบำนาญข้าราชการ พ.ศ. 2494 ให้สอดคล้องกับที่ได้บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2535 โดยมิให้มีผลกระทบต่อบทบัญญัติในพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการฝ่ายตุลาการ พ.ศ. 2521 และพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการฝ่ายอัยการ พ.ศ. 2521 ที่ยังคงบัญญัติให้ข้าราชการตุลาการ และข้าราชการอัยการซึ่งถูกปลดออกจากราชการ ไม่มีสิทธิได้รับบำเหน็จบำนาญ ประกอบกับหลักเกณฑ์ การนับเวลาราชการเป็นทวีคูณของข้าราชการในปัจจุบันถูกกำหนดให้เป็นไปโดยอัตโนมัติเมื่อได้ มีประกาศใช้กฎอัยการศึก ซึ่งไม่เหมาะสมกับสภาวการณ์ทางเศรษฐกิจที่รัฐต้องการจะประหยัด งบประมาณรายจ่าย สมควร แก้ไขเพิ่มเติมให้การนับเวลาราชการเป็นทวีคูณของข้าราชการเป็น อำนาจของคณะรัฐมนตรที่จะพิจารณาให้ตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้
[รก.2543/29ก/7/1 เมษายน 2543]

พระราชบัญญัติบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (ฉบับที่ 20) พ.ศ. 2543
มาตรา 6 ข้าราชการซึ่งมิใช่ข้าราชการการเมืองผู้ใดหรือข้าราชการส่วนท้องถิ่น ผู้ใดซึ่งได้รับหรือมีสิทธิได้รับบำนาญปกติ ถ้าผู้นั้นเป็นข้าราชการการเมืองอยู่ในวันที่พระราชบัญญัติ นี้ใช้บังคับ และอยู่ในระหว่างเลิกรับบำนาญเพื่อนับเวลาราชการต่อเนื่อง ให้ผู้นั้นได้รับการนับเวลาราชการสำหรับคำนวณบำเหน็จบำนาญต่อเนื่อง
*หมายเหตุ:- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ เนื่องจากพระราชบัญญัติบำเหน็จ บำนาญข้าราชการ พ.ศ. 2494 บัญญัติให้ข้าราชการซึ่งมิใช่ข้าราชการการเมือง หรือข้าราชการ ส่วนท้องถิ่น ซึ่งได้รับหรือมีสิทธิได้รับบำนาญปกติแล้วภายหลังกลับเข้ารับราชการใหม่เป็นข้าราชการ การเมือง นับเวลาราชการสำหรับคำนวณบำเหน็จบำนาญก่อนออกจากราชการต่อเนื่องกับการรับราชการ ในตอนหลัง และให้นำอัตราเงินเดือนของข้าราชการการเมืองมาเป็นฐานเงินเดือนในการคำนวณบำเหน็จ บำนาญ ทำให้ได้รับบำเหน็จบำนาญในตอนหลังสูงเกินควรเกิดความแตกต่างในการได้รับบำเหน็จบำนาญ ของข้าราชการที่มิใช่ข้าราชการการเมืองซึ่งได้รับหรือมีสิทธิได้รับบำนาญปกติที่ออกหรือพ้นจากราชการ ไปแล้ว แต่ไม่ได้กลับเข้ามาเป็นข้าราชการการเมืองอีก และเกิดความแตกต่างกับข้าราชการการเมืองซึ่ง ไม่เคยเป็นข้าราชการมาก่อนในการรับบำเหน็จบำนาญประกอบกับเพื่อให้สอดคล้องกับสภาวการณ์ของประเทศในปัจจุบัน สมควร แก้ไขการนับเวลาราชการสำหรับคำนวณบำเหน็จบำนาญของข้าราชการ การเมืองเสียใหม่ โดยให้นับเฉพาะเวลาราชการที่ดำรงตำแหน่งเป็นข้าราชการการเมืองเท่านั้น จึงจำเป็น ต้องตราพระราชบัญญัตินี้
[รก.2543/92ก/1/11 ตุลาคม 2543]


 
  ทั้งหมดบน website นี้สงวนลิขสิทธิ์ ตาม พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ 2537
ดำเนินงานโดย thethailaw.com ขอบคุณทุกท่านที่แวะมาเยี่ยมเยียน
Update