| |
|
:: พ.ร.บ. องค์การมหาชน พ.ศ. 2542
มาตราที่ 5-11
:: หมวด 1 การจัดตั้ง และวัตถุประสงค์ขององค์การมหาชน
มาตรา
5 เมื่อรัฐบาลมีแผนงานหรือนโยบายด้านใดด้านหนึ่ง โดยเฉพาะเพื่อจัดทำบริการสาธารณะ และมีความเหมาะสมที่จะจัดตั้ง
หน่วยงานบริหารขึ้นใหม่แตกต่างไปจากส่วนราชการหรือรัฐวิสาหกิจ โดยมีความมุ่งหมายให้มีการใช้ประโยชน์ทรัพยากรและบุคลากรให้เกิด
ประสิทธิภาพสูงสุด จะจัดตั้งเป็นองค์การมหาชน โดยตราเป็นพระราช กฤษฎีกาตามพระราชบัญญัตินี้ก็ได้
กิจการอันเป็นบริการสาธารณะที่จะจัดตั้งองค์การมหาชนตาม
วรรคหนึ่ง ได้แก่ การรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา การศึกษาอบรมและพัฒนาเจ้าหน้าที่ของรัฐ การทะนุบำรุงศิลปะและ
พัฒนธรรม การพัฒนาและส่งเสริมการกีฬาการส่งเสริมและสนับสนุน การศึกษาและการวิจัย การถ่ายทอดและพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติ การบริการทางการแพทย์ และสาธารณสุข การสังคมสงเคราะห์ การอำนวยบริการแก่ประชาชน
หรือการดำเนินการอันเป็นสาธารณประโยชน์อื่นใด ทั้งนี้ โดยต้องไม่เป็น กิจการที่มีวัตถุประสงค์เพื่อแสวงหากำไรเป็นหลัก
มาตรา
6 ให้องค์การมหาชนเป็นหน่วยงานของรัฐ และเป็นนิติบุคคล
มาตรา
7 ในพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งองค์การมหาชนตาม มาตรา
5 อย่างน้อยจะต้องมีข้อความ ดังต่อไปนี้
(1) ชื่อขององค์การมหาชน
(2) ที่ตั้งของสำนักงานแห่งใหญ่
(3) วัตถุประสงค์ และอำนาจกระทำกิจการต่าง ๆ ภายในขอบแห่ง
วัตถุประสงค์ขององค์การมหาชน
(4) องค์ประกอบของคณะกรรมการ คุณสมบัติและลักษณะต้องห้าม
วาระการดำรงตำแหน่ง การพ้นจากตำแหน่งของกรรมการ รวมทั้งอำนาจ หน้าที่ของคณะกรรมการ
(5) คุณสมบัติและลักษณะต้องห้าม วาระการดำรงตำแหน่ง การพ้น
จากตำแหน่ง และอำนาจหน้าที่ของผู้อำนวยการ
(6) คุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของเจ้าหน้าที่ขององค์การมหาชน
(7) ทุน รายได้ งบประมาณ และทรัพย์สิน
(8) การบริหารงานบุคคล สวัสดิการ และสิทธิประโยชน์อื่น
(9) การกำกับดูแล การตรวจสอบ และการประเมินผลงานขององค์การ
มหาชน
(10) การยุบเลิกองค์การมหาชนในกรณีที่องค์การมหาชนตั้งขึ้นเพื่อ
ดำเนินกิจการอย่างใดอย่างหนึ่งเป็นการเฉพาะกิจ หรือตั้งขึ้นโดยมีกำหนด ระยะเวลาสิ้นสุด
(11) ข้อกำหนดอื่น ๆ อันจำเป็นเพื่อให้กิจการขององค์การมหาชน
ดำเนินการไปได้โดยเรียบร้อยและมีประสิทธิภาพ
(12) รัฐมนตรีผู้รักษาการตามพระราชกฤษฎีกา
การกำหนดตาม 3 ถึง (11) ต้องอยู่ภายในกรอบของบทบัญญัติแห่ง
พระราชบัญญัตินี้ เว้นแต่ในกรณีที่บทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัตินี้ให้ พระราชกฤษฎีกากำหนดเป็นอย่างอื่นได้ ก็ให้เป็นไปตามพระราชกฤษฎีกานั้น
มาตรา
8 ในกรณีที่มีปัญหาการซ้ำซ้อนหรือขัดแย้งในการดำเนิน กิจการขององค์การมหาชนกับการปฏิบัติงานของส่วนราชการหรือการ
ดำเนินงานของหน่วยงานอื่นของรัฐตามกฎหมาย ให้ถือว่าพระราชกฤษฎีกา จัดตั้งองค์การมหาชนตามพระราชบัญญัตินี้ เป็นกฎหมายพิเศษที่มี
วัตถุประสงค์โดยเฉพาะ
ปัญหาที่เกี่ยวกับการดำเนินกิจการขององค์การมหาชนกับส่วน
ราชการหรือหน่วยงานอื่นของรัฐตามวรรคหนึ่ง ให้คณะรัฐมนตรีเป็นผู้ วินิจฉัยชี้ขาด พร้อมทั้งกำหนดระเบียบแบบแผนการปฏิบัติราชการเพื่อ
การประสานงานระหว่างองค์การมหาชน ส่วนราชการ และหน่วยงานของ รัฐที่เกี่ยวข้องโดยคณะรัฐมนตรีอาจมอบหมายให้คณะกรรมการกฤษฎีกา
เสนอความเห็นและร่างระเบียบแบบแผนการปฏิบัติราชการต่อคณะ รัฐมนตรีเพื่อประกอบการพิจารณาก็ได้
คำวินิจฉัยและระเบียบแบบแผนที่คณะรัฐมนตรีกำหนดตามวรรคสอง
ให้องค์การมหาชน ส่วนราชการ และหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องถือเป็น แนวปฏิบัติราชการต่อไป
มาตรา
9 ในกรณีที่จะมีการตราพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งองค์การ มหาชนขึ้นตามพระราชบัญญัตินี้ เพื่อดำเนินกิจการหนึ่งกิจการใดที่อยู่
ในอำนาจหน้าที่ของส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ หรือหน่วยงานอื่นของรัฐใด อยู่แล้ว ซึ่งจะมีปัญหาการซ้ำซ้อนหรือขัดแย้งกันในการดำเนินกิจการ และ
คณะรัฐมนตรีเห็นสมควรอนุมัติให้มีการโอนอำนาจหน้าที่ กิจการทรัพย์สิน สิทธิ หนี้ และงบประมาณของส่วนราชการรัฐวิสาหกิจหรือหน่วยงานอื่น
ของรัฐนั้นให้แก่องค์การมหาชนที่จะจัดตั้งขึ้น ให้อำนาจหน้าที่ กิจการ ทรัพย์สิน สิทธิ หนี้ และงบประมาณในส่วนที่เกี่ยวข้องของส่วนราชการ
รัฐวิสาหกิจ หรือหน่วยงานอื่นของรัฐนั้นโอนไปเป็นขององค์การมหาชน ในวันที่พระราชกฤษฎีกาจัดตั้งองค์การมหาชนมีผลใช้บังคับ เว้นแต่เงิน
งบประมาณหมวดเงินเดือนและค่าจ้างประจำที่ยังคงมีผู้ครองตำแหน่ง อยู่ในสังกัดส่วนราชการใดให้ยังคงเป็นของส่วนราชการนั้นต่อไปจนกว่า
จะมีการยุบตำแหน่งนั้น ๆ
สิทธิตามวรรคหนึ่งให้หมายความรวมถึงสิทธิในการใช้หรือสิทธิ
ตามสัญญาเช่าที่ดินที่เป็นที่ราชพัสดุหรือสาธารณสมบัติของแผ่นดิน ที่ส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ หรือหน่วยงานอื่นของรัฐมีอยู่ในวันที่พระราช
กฤษฎีกาจัดตั้งองค์การมหาชนมีผลใช้บังคับ
มาตรา
10 เจ้าหน้าที่ของรัฐหรือลูกจ้างของส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ หรือหน่วยงานอื่นของรัฐตาม
มาตรา 9 ถ้าสมัครใจจะเปลี่ยนไปเป็นเจ้าหน้าที่
หรือลูกจ้างขององค์การมหาชน ให้แจ้งความจำนงเป็นหนังสือต่อผู้บังคับ บัญชา และจะต้องผ่านการคัดเลือกหรือการประเมินตามหลักเกณฑ์ที่
คณะรัฐมนตรีกำหนด
มาตรา
11 ถ้าเจ้าหน้าที่ของรัฐซึ่งเปลี่ยนไปเป็นเจ้าหน้าที่ของ องค์การมหาชนตาม
มาตรา 10 เป็นข้าราชการ ให้ถือว่าออกจากราชการ
เพราะเลิกหรือยุบตำแหน่งตามกฎหมายว่าด้วยบำเหน็จบำนาญข้าราชการ หรือกฎหมายว่าด้วยกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ แล้วแต่กรณี
ถ้าเจ้าหน้าที่ของรัฐซึ่งเปลี่ยนไปเป็นเจ้าหน้าที่ขององค์การมหาชน
ตาม มาตรา 10 เป็นลูกจ้างของส่วนราชการ ให้ถือว่าออกจากงานเพราะ
ทางราชการยุบเลิกตำแหน่งหรือเลิกจ้างโดยไม่มีความผิด และให้ได้รับ บำเหน็จตามระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยบำเหน็จลูกจ้าง
เพื่อประโยชน์ในการนับเวลาการทำงานสำหรับคำนวณสิทธิประโยชน์
ตามข้อบังคับขององค์การมหาชน ข้าราชการหรือลูกจ้างของส่วนราชการ ผู้ใดเปลี่ยนไปเป็นเจ้าหน้าที่หรือลูกจ้างขององค์การมหาชนตาม
มาตรานี้ ประสงค์จะให้นับเวลาราชการหรือเวลาทำงานในขณะที่เป็นข้าราชการ หรือลูกจ้างต่อเนื่องกับเวลาทำงานของเจ้าหน้าที่หรือลูกจ้างขององค์การ
มหาชน แล้วแต่กรณี ก็ให้มีสิทธิกระทำได้โดยแสดงความจำนงว่าไม่ขอ รับบำเหน็จหรือบำนาญ
การไม่ขอรับบำเหน็จหรือบำนาญตามวรรคสาม จะต้องกระทำ
ภายในสามสิบวันนับแต่วันที่โอนสำหรับกรณีของข้าราชการให้ดำเนินการ ตามกฎหมายว่าด้วยบำเหน็จบำนาญข้าราชการ สำหรับกรณีของลูกจ้าง
ให้กระทำเป็นหนังสือลงลายมือชื่อเป็นหลักฐานยื่นต่อผู้ว่าจ้างเพื่อส่งต่อไป
ให้กระทรวงการคลังทราบ
|
|