 |
มาตรา 13 ให้ยกเลิกความใน มาตรา
44 แห่งพระราชบัญญัติ สิทธิบัตร พ.ศ. 2522 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดย พระราชบัญญัติ
สิทธิบัตร (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2535 และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน
" มาตรา
44 ผู้ทรงสิทธิบัตรจะขอชำระค่าธรรมเนียมรายปีล่วงหน้า โดยชำระทั้งหมดในคราวเดียว
แทนการชำระค่าธรรมเนียมเป็นรายปีก็ได้
ในกรณีที่ผู้ทรงสิทธิบัตรได้ชำระค่าธรรมเนียมรายปี
ล่วงหน้าไปแล้ว แต่ได้มี การแก้ไขอัตราค่าธรรมเนียมรายปี หรือผู้ทรงสิทธิบัตรขอคืนสิทธิบัตร
หรือมีการเพิกถอน สิทธิบัตรนั้น ผู้ทรงสิทธิบัตรไม่ต้องชำระค่าธรรมเนียมรายปีเพิ่มเติม
หรือไม่มีสิทธิได้รับคืน ค่าธรรมเนียมรายปีที่ได้จ่ายล่วงหน้าไปแล้วนั้น"
มาตรา
14 ให้ยกเลิกความในวรรคหนึ่งของ มาตรา 46 แห่งพระราชบัญญัติ
สิทธิบัตร พ.ศ. 2522 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดย พระราชบัญญัติ
สิทธิบัตร (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2535 และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน
" มาตรา
46 เมื่อพ้นกำหนดสามปีนับแต่วันออกสิทธิบัตรหรือสี่ปีนับแต่วันยื่นขอ รับสิทธิบัตร
แล้วแต่ระยะเวลาใดจะสิ้นสุดลงทีหลัง บุคคลอื่นจะยื่นคำขอใช้สิทธิตามสิทธิบัตรนั้น
ต่ออธิบดีก็ได้ ถ้าปรากฏว่าในขณะที่ยื่นคำขอมีพฤติการณ์แสดงว่าผู้ทรงสิทธิบัตรไม่ใช้สิทธิโดยชอบ
ดังต่อไปนี้
(1) ไม่มีการผลิตผลิตภัณฑ์หรือไม่มีการใช้กรรมวิธี
ตามสิทธิบัตรภายใน ราชอาณาจักรโดยไม่มีเหตุผลอันสมควร หรือ
(2) ไม่มีการขายผลิตภัณฑ์ตามสิทธิบัตร
หรือผลิตภัณฑ์ที่ใช้กรรมวิธีตามสิทธิบัตร หรือมีการขายผลิตภัณฑ์ดังกล่าวในราคาสูงเกินควรหรือไม่พอสนองความต้องการของประชาชน
ภายในราชอาณาจักรโดยไม่มีเหตุผลอันสมควร"
มาตรา
15 ให้ยกเลิก มาตรา 46ทวิ แห่งพระราชบัญญัติ สิทธิบัตร
พ.ศ. 2522 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดย พระราชบัญญัติ สิทธิบัตร
(ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2535
มาตรา
16 ให้ยกเลิกความใน มาตรา 47 แห่งพระราชบัญญัติ สิทธิบัตร
พ.ศ. 2522 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดย พระราชบัญญัติ สิทธิบัตร (ฉบับที่ 2) พ.ศ.
2535 และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน
" มาตรา
47 ถ้าการใช้สิทธิตามข้อถือสิทธิในสิทธิบัตรใดอาจมีผลเป็น การละเมิดข้อถือสิทธิในสิทธิบัตรอื่น
ผู้ทรงสิทธิบัตรซึ่งประสงค์จะใช้สิทธิดังกล่าวจะยื่นคำขอ ใช้สิทธิตามสิทธิบัตรอื่นต่ออธิบดีก็ได้
ภายใต้หลักเกณฑ์ดังต่อไปนี้
(1) การประดิษฐ์ของผู้ขอใช้สิทธิเป็น
การประดิษฐ์ที่มีความก้าวหน้าอย่าง สำคัญทางเทคโนโลยีซึ่งเป็นผลดีทางด้านเศรษฐกิจ
เมื่อเทียบกับการประดิษฐ์ของสิทธิบัตร ที่ขอใช้
(2) ผู้ทรงสิทธิบัตรมีสิทธิที่จะใช้สิทธิ
ตามสิทธิบัตรของผู้ขอใช้สิทธิภายใต้ เงื่อนไขที่เหมาะสมในการขอใช้สิทธินั้น
(3) ผู้ขอใช้สิทธิไม่อาจโอนการใช้สิทธิดังกล่าว
ให้แก่บุคคลอื่น เว้นแต่จะ เป็นการโอนไปพร้อมกับสิทธิบัตรของตน
ทั้งนี้ ผู้ขอใช้สิทธิจะต้องแสดงว่าได้พยายามขออนุญาตใช้สิทธิ
ตามสิทธิบัตร จากผู้ทรงสิทธิบัตรนั้น โดยได้เสนอเงื่อนไขและค่าตอบแทนที่เพียงพอตามพฤติการณ์แห่งกรณีแล้ว
แต่ไม่สามารถตกลงกันได้ภายในระยะเวลาอันสมควร
การขอใช้สิทธิตามสิทธิบัตรให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์
วิธีการ และเงื่อนไข ที่กำหนดโดยกฎกระทรวง"
มาตรา
17 ให้เพิ่มความต่อไปนี้เป็น มาตรา 47ทวิ
แห่งพระราชบัญญัติ สิทธิบัตร พ.ศ. 2522
" มาตรา
47ทวิ ถ้าการใช้สิทธิตามข้อถือสิทธิในสิทธิบัตรที่ได้รับอนุญาต ให้ใช้ตาม มาตรา
46 อาจมีผลเป็นการละเมิดข้อถือสิทธิในสิทธิบัตรของบุคคลอื่นอีก
ผู้ขอใช้สิทธิตาม มาตรา 46
จะยื่นคำขอใช้สิทธิตามสิทธิบัตรอื่นนั้นต่ออธิบดีก็ได้ ภายใต้หลักเกณฑ์ดังต่อไปนี้
(1) การประดิษฐ์ของผู้ขอใช้สิทธิเป็น
การประดิษฐ์ที่มีความก้าวหน้าอย่างสำคัญ ทางเทคโนโลยีซึ่งเป็นผลดีทางด้านเศรษฐกิจ
เมื่อเทียบกับการประดิษฐ์ของสิทธิบัตรที่ขอใช้
(2) ผู้ขอใช้สิทธิไม่อาจโอนการใช้สิทธิดังกล่าว
ให้แก่บุคคลอื่น
ทั้งนี้ ผู้ขอใช้สิทธิจะต้องแสดงว่าได้พยายามขออนุญาต
ใช้สิทธิตามสิทธิบัตรจาก ผู้ทรงสิทธิบัตรนั้นโดยได้เสนอเงื่อนไขและค่าตอบแทนที่เพียงพอตามพฤติการณ์แห่งกรณีแล้ว
แต่ไม่สามารถตกลงกันได้ภายในระยะเวลาอันสมควร
การขอใช้สิทธิตามสิทธิบัตรให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์
วิธีการ และเงื่อนไข ที่กำหนดโดยกฎกระทรวง"
มาตรา
18 ให้ยกเลิกความใน มาตรา 48 แห่งพระราชบัญญัติ สิทธิบัตร
พ.ศ. 2522 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดย พระราชบัญญัติ สิทธิบัตร
(ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2535 และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน
" มาตรา
48 ผู้ทรงสิทธิบัตรมีสิทธิได้รับค่าตอบแทนในการขอใช้สิทธิ ตาม มาตรา
46 มาตรา 47 และ มาตรา 47ทวิ
สำหรับผู้ได้รับอนุญาตแต่เพียงผู้เดียวให้ใช้สิทธิ
ของผู้ทรงสิทธิบัตรตาม มาตรา 38 มีสิทธิได้รับค่าตอบแทนในการขอใช้สิทธิ
ตาม มาตรา 46 มาตรา 47 หรือ
มาตรา 47ทวิ ได้ ในกรณีนี้ผู้ทรงสิทธิบัตรไม่มีสิทธิได้รับค่าตอบแทน"
มาตรา
19 ให้ยกเลิกความในวรรคหนึ่งและวรรคสองของ มาตรา 49
แห่งพระราชบัญญัติ สิทธิบัตร พ.ศ. 2522 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดย พระราชบัญญัติ
สิทธิบัตร (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2535 และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน
" มาตรา
49 ในการยื่นคำขอใช้สิทธิตาม มาตรา 46 มาตรา
47 หรือ มาตรา 47ทวิ ผู้ขอใช้สิทธิต้องเสนอค่าตอบแทน
เงื่อนไขในการใช้สิทธิตามสิทธิบัตร และข้อจำกัดสิทธิของผู้ทรงสิทธิบัตรและผู้ได้รับอนุญาตให้ใช้สิทธิของผู้ทรงสิทธิบัตร
ตาม มาตรา 48 วรรคสอง พร้อมกับคำขอใช้สิทธิ สำหรับกรณีการขอใช้สิทธิ
ตาม มาตรา 47 ผู้ขอใช้สิทธิต้องยินยอมอนุญาตให้ผู้ทรงสิทธิบัตรที่ตน
ขอใช้สิทธิเป็นผู้มีสิทธิใช้สิทธิตามสิทธิบัตร ของตนเป็นการตอบแทนด้วย
เมื่อได้รับคำขอใช้สิทธิ
ตาม มาตรา 46 มาตรา 47 หรือ
มาตรา 47ทวิ แล้ว ให้พนักงานเจ้าหน้าที่แจ้งกำหนดวันสอบสวนคำขอไปยังผู้ขอใช้สิทธิ
ผู้ทรงสิทธิบัตร และผู้ได้รับ อนุญาตให้ใช้สิทธิของผู้ทรงสิทธิบัตรตาม มาตรา
48 วรรคสอง ในการนี้ ให้ส่งสำเนาคำขอ ไปยังผู้ทรงสิทธิบัตรและผู้ได้รับอนุญาตให้ใช้สิทธิของผู้ทรงสิทธิบัตร
ตาม มาตรา 48 วรรคสองด้วย"
มาตรา
20 ให้ยกเลิกความใน มาตรา 50 และ มาตรา
50ทวิ แห่ง พระราชบัญญัติ สิทธิบัตร พ.ศ. 2522 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดย พระราชบัญญัติ
สิทธิบัตร (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2535 และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน
" มาตรา
50 เมื่ออธิบดีวินิจฉัยว่าผู้ขอใช้สิทธิตาม มาตรา
46 มาตรา 47 หรือ มาตรา 47ทวิ
เป็นผู้สมควรได้รับอนุญาตให้ใช้สิทธิตามสิทธิบัตรได้ ให้อธิบดีกำหนด ค่าตอบแทน
เงื่อนไขในการใช้สิทธิตามสิทธิบัตร และข้อจำกัดสิทธิของผู้ทรงสิทธิบัตร และผู้ได้รับอนุญาตให้ใช้สิทธิของผู้ทรงสิทธิบัตรตาม
มาตรา 48 วรรคสอง ตามที่ผู้ทรงสิทธิบัตร และผู้ได้รับอนุญาตได้ตกลงกัน
และในกรณีที่ทั้งสองฝ่ายตกลงกันไม่ได้ภายในระยะเวลาที่ อธิบดีกำหนด ให้อธิบดีกำหนดค่าตอบแทน
เงื่อนไขในการใช้สิทธิตามสิทธิบัตร และข้อจำกัด สิทธิดังกล่าวตามที่อธิบดีพิจารณาเห็นสมควร
ภายใต้หลักเกณฑ์ดังต่อไปนี้
(1) ขอบเขตและระยะเวลาที่อนุญาต
ต้องไม่เกินกว่าพฤติการณ์อันจำเป็น
(2) ผู้ทรงสิทธิบัตรมีสิทธิที่จะอนุญาตให้ผู้รับอนุญาตรายอื่น
ใช้สิทธิตามสิทธิบัตรของตนด้วยก็ได้
(3) ผู้รับอนุญาตไม่มีสิทธิโอนใบอนุญาตให้แก่บุคคลอื่น
เว้นแต่จะโอนกิจการหรือชื่อเสียงในทางการค้า โดยเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับการอนุญาตให้ใช้สิทธินั้นด้วย
(4) การอนุญาตจะต้องมุ่งสนองความต้องการ
ของประชาชนภายใน ราชอาณาจักรเป็นสำคัญ
(5) ค่าตอบแทนที่กำหนดจะต้องเพียงพอ
ต่อพฤติการณ์แห่งกรณี
เมื่ออธิบดีได้กำหนดค่าตอบแทน
เงื่อนไขในการใช้สิทธิตามสิทธิบัตร และข้อจำกัดสิทธิดังกล่าวแล้ว ให้อธิบดีสั่งให้ออกใบอนุญาตให้แก่ผู้ได้รับอนุญาตให้
ใช้สิทธิตามสิทธิบัตรนั้น
คำสั่งของอธิบดีตามวรรคหนึ่ง
คู่กรณีอาจอุทธรณ์ต่อคณะกรรมการได้ ภายในหกสิบวันนับแต่วันที่ได้รับแจ้งคำวินิจฉัยนั้น
การออกใบอนุญาตให้ใช้สิทธิตามสิทธิบัตร
ตามวรรคสอง ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดโดยกฎกระทรวง
" มาตรา
50ทวิ ใบอนุญาตให้ใช้สิทธิที่ออกให้ด้วยเหตุตาม มาตรา
46 อาจยกเลิกได้หากปรากฏว่าเหตุแห่งการอนุญาตได้หมดสิ้นไปและไม่อาจเกิดขึ้นได้อีก
และการยกเลิกดังกล่าวจะไม่กระทบกระเทือนสิทธิหรือผลประโยชน์ที่ผู้ได้รับอนุญาต
ให้ใช้สิทธิได้รับตามใบอนุญาตให้ใช้สิทธินั้น
การขอให้ยกเลิกใบอนุญาตตามวรรคหนึ่งให้เป็นไป
ตามหลักเกณฑ์ และวิธีการที่กำหนดโดยกฎกระทรวง และให้นำบทบัญญัติ มาตรา
49 วรรคสองและ วรรคสาม และ มาตรา 50 มาใช้บังคับโดยอนุโลม"
มาตรา
21 ให้ยกเลิกความในวรรคหนึ่งของ มาตรา 51 แห่งพระราชบัญญัติ
สิทธิบัตร พ.ศ. 2522 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดย พระราชบัญญัติ
สิทธิบัตร (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2535 และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน
" มาตรา
51 เพื่อประโยชน์ในการประกอบกิจการอันเป็นสาธารณูปโภค หรือการอันจำเป็นในการป้องกันประเทศ
หรือการสงวนรักษาหรือการได้มาซึ่งทรัพยากร ธรรมชาติหรือสิ่งแวดล้อม หรือป้องกันหรือบรรเทาการขาดแคลนอาหาร
ยา หรือสิ่งอุปโภค บริโภคอย่างอื่นอย่างรุนแรง หรือเพื่อประโยชน์สาธารณะอย่างอื่น
กระทรวง ทบวง กรม อาจใช้สิทธิตามสิทธิบัตรอย่างใดอย่างหนึ่งตาม มาตรา
36 โดยกระทำการดังกล่าวเอง หรือให้บุคคลอื่นกระทำแทน ในการใช้สิทธิดังกล่าว
กระทรวง ทบวง กรม จะต้องเสีย ค่าตอบแทนแก่ผู้ทรงสิทธิบัตรหรือผู้ได้รับอนุญาตให้ใช้สิทธิของผู้ทรงสิทธิบัตรตาม
มาตรา 48 วรรคสอง และจะต้องแจ้งให้ผู้ทรงสิทธิบัตรทราบเป็นหนังสือโดยไม่ชักช้า
ทั้งนี้ โดยไม่อยู่ ภายใต้บังคับเงื่อนไข มาตรา 46
มาตรา 47 และ มาตรา 47ทวิ"
มาตรา
22 ให้ยกเลิกความใน มาตรา 52 แห่งพระราชบัญญัติ สิทธิบัตร
พ.ศ. 2522 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดย พระราชบัญญัติ สิทธิบัตร
(ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2535 และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน
" มาตรา
52 ในภาวะสงครามหรือในภาวะฉุกเฉิน นายกรัฐมนตรีโดย อนุมัติคณะรัฐมนตรีมีอำนาจออกคำสั่งใช้สิทธิตามสิทธิบัตรใด
ๆ ก็ได้เพื่อการอันจำเป็น ในการป้องกันประเทศและรักษาความมั่นคงแห่งชาติ โดยเสียค่าตอบแทนที่เป็นธรรมแก่
ผู้ทรงสิทธิบัตร และต้องแจ้งให้ผู้ทรงสิทธิบัตรทราบเป็นหนังสือโดยไม่ชักช้า
ผู้ทรงสิทธิบัตรมีสิทธิอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าว
หรือจำนวนค่าตอบแทนต่อศาล ภายในหกสิบวันนับแต่วันที่ได้รับแจ้งคำสั่งนั้น"
มาตรา
23 ให้ยกเลิกความในวรรคสองของ มาตรา 53
แห่งพระราชบัญญัติ สิทธิบัตร พ.ศ. 2522 และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน
"การขอคืนสิทธิบัตร
หรือเลิกข้อถือสิทธิบางข้อตามวรรคหนึ่ง ถ้ามีผู้ทรงสิทธิบัตร ร่วม ต้องได้รับความยินยอมจากผู้ทรงสิทธิบัตรร่วมทุกคน
หรือถ้ามีการอนุญาตให้บุคคลใด ใช้สิทธิตามสิทธิบัตรตาม มาตรา
38 มาตรา 45
มาตรา 46 มาตรา
47 หรือ มาตรา 47ทวิ
ต้องได้รับความยินยอมจากบุคคลนั้นด้วย"
มาตรา
24 ให้ยกเลิกความใน (1) ในวรรคหนึ่งของ มาตรา 55 แห่งพระราชบัญญัติ
สิทธิบัตร พ.ศ. 2522 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดย พระราชบัญญัติ สิทธิบัตร (ฉบับที่
2) พ.ศ. 2535 และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน
"(1) ในกรณีที่มีการออกใบอนุญาตให้ใช้สิทธิ
ตามสิทธิบัตรใดตาม มาตรา 50 แล้ว ปรากฏว่าเมื่อพ้นกำหนดระยะเวลาสองปีนับ
แต่วันที่ออกใบอนุญาตดังกล่าว ผู้ทรงสิทธิบัตร ผู้รับอนุญาตจากผู้ทรงสิทธิบัตร
หรือผู้ได้รับอนุญาตให้ใช้สิทธิตามสิทธิบัตร มิได้ดำเนินการ
ผลิตผลิตภัณฑ์หรือไม่มีการใช้กรรมวิธีตามสิทธิบัตรนั้นในราชอาณาจักรโดยไม่มีเหตุผลอันสมควร
หรือในขณะนั้นไม่มีผู้ใดขายหรือนำเข้ามาในราชอาณาจักรเพื่อขายซึ่งผลิตภัณฑ์ตามสิทธิบัตร
หรือผลิตภัณฑ์ที่ผลิตโดยใช้กรรมวิธีตามสิทธิบัตรนั้น หรือมีการขายผลิตภัณฑ์ดังกล่าวในราคาสูงเกินควร
และอธิบดีเห็นว่ามีเหตุอันควรที่จะเพิกถอนสิทธิบัตรดังกล่าว"
มาตรา
25 ให้ยกเลิกส่วนที่ 7 มาตรการสำหรับสิทธิบัตรยา มาตรา
55ทวิ มาตรา 55ตรี มาตรา
55จัตวา มาตรา 55เบญจ มาตรา
55ฉ และ มาตรา 55สัตต ในหมวด 2 แห่งพระราชบัญญัติ
สิทธิบัตร พ.ศ. 2522 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดย พระราชบัญญัติ
สิทธิบัตร (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2535
มาตรา
26 ให้ยกเลิกความใน มาตรา 60ทวิ แห่งพระราชบัญญัติ
สิทธิบัตร พ.ศ. 2522 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดย พระราชบัญญัติ
สิทธิบัตร (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2535 และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน
" มาตรา
60ทวิ บุคคลตาม มาตรา 14 ที่ได้ยื่นคำขอรับสิทธิบัตรสำหรับ
การออกแบบผลิตภัณฑ์ไว้นอกราชอาณาจักร ถ้ายื่นขอรับสิทธิบัตรสำหรับการออกแบบผลิตภัณฑ์นั้น
ในราชอาณาจักรภายในหกเดือนนับแต่วันที่ได้ยื่นคำขอรับสิทธิบัตรนอกราชอาณาจักรเป็น
ครั้งแรก บุคคลนั้นจะขอให้ระบุว่าวันที่ได้ยื่นคำขอรับสิทธิบัตรนอกราชอาณาจักรเป็นครั้งแรก
เป็นวันที่ได้ยื่นคำขอในราชอาณาจักรก็ได้"
มาตรา
27 ให้ยกเลิกความใน มาตรา 62 แห่งพระราชบัญญัติ สิทธิบัตร
พ.ศ. 2522 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดย พระราชบัญญัติ สิทธิบัตร
(ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2535 และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน
" มาตรา
62 สิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์ให้มีอายุสิบปีนับแต่วันขอรับ สิทธิบัตรในราชอาณาจักร
ในกรณีที่มีการดำเนินคดีทางศาลตาม มาตรา 65 ประกอบด้วย
มาตรา 16 หรือ มาตรา 74
มิให้นับระยะเวลาในระหว่างการดำเนินคดีดังกล่าวเป็น
อายุของสิทธิบัตรนั้น"
มาตรา
28 ให้เพิ่มความต่อไปนี้เป็นหมวด 3ทวิ อนุสิทธิบัตร มาตรา
65ทวิ มาตรา
65ตรี มาตรา
65จัตวา มาตรา
65เบญจ มาตรา
65ฉ มาตรา
65สัตต มาตรา
65อัฏฐ มาตรา
65นว และ มาตรา
65ทศ แห่งพระราชบัญญัติ สิทธิบัตร
พ.ศ. 2522
"หมวด 3ทวิ อนุสิทธิบัตร
มาตรา
65ทวิ การประดิษฐ์ที่ขอรับอนุสิทธิบัตรได้ต้องประกอบด้วยลักษณะ ดังต่อไปนี้
(1) เป็นการประดิษฐ์ขึ้นใหม่
(2) เป็นการประดิษฐ์ที่สามารถประยุกต์ในทางอุตสาหกรรม
" มาตรา
65ตรี บุคคลใดจะขอรับทั้งอนุสิทธิบัตรและสิทธิบัตรสำหรับ การประดิษฐ์อย่างเดียวกันไม่ได้
" มาตรา
65จัตวา ผู้ขอรับอนุสิทธิบัตรหรือผู้ขอรับสิทธิบัตรมีสิทธิขอเปลี่ยนแปลง ประเภทของสิทธิที่จะขอรับจากอนุสิทธิบัตรเป็นสิทธิบัตร
หรือจากสิทธิบัตรเป็นอนุสิทธิบัตร ได้ก่อนการจดทะเบียนการประดิษฐ์และออกอนุสิทธิบัตร
หรือก่อนการประกาศโฆษณา คำขอรับสิทธิบัตรตาม มาตรา
28 แล้วแต่กรณี และผู้ขอมีสิทธิให้ถือเอาวันยื่นคำขอเดิม
เป็นวันยื่นคำขอ ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดโดยกฎกระทรวง
" มาตรา
65เบญจ ในการจดทะเบียนการประดิษฐ์และออกอนุสิทธิบัตร ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ตรวจสอบคำขอรับอนุสิทธิบัตรให้ถูกต้องตาม
มาตรา 65ทศ
ประกอบด้วย มาตรา 17
และตรวจสอบว่าการประดิษฐ์นั้นได้รับการคุ้มครองตาม มาตรา
65ทศ ประกอบด้วย มาตรา
9 หรือไม่ และทำรายงานการตรวจสอบเสนอต่อ
อธิบดี
(1) ถ้าอธิบดีพิจารณาเห็นว่า
คำขอรับอนุสิทธิบัตรไม่ถูกต้องตาม มาตรา 65ทศ
ประกอบด้วย มาตรา 17
หรือการประดิษฐ์นั้นไม่ได้รับความคุ้มครอง ตาม มาตรา
65ทศ ประกอบด้วย มาตรา
9 ให้อธิบดีสั่งยกคำขอรับอนุสิทธิบัตรนั้น และให้พนักงานเจ้าหน้าที่มีหนังสือแจ้งคำสั่ง
โดยทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับไปยัง ผู้ขอรับอนุสิทธิบัตรหรือโดยวิธีการอื่นที่อธิบดีกำหนดภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่อธิบดีมีคำสั่ง
(2) ถ้าอธิบดีพิจารณาเห็นว่า
คำขอรับอนุสิทธิบัตรถูกต้องตาม มาตรา 65ทศ
ประกอบด้วย มาตรา 17
และการประดิษฐ์นั้นได้รับความคุ้มครอง
ตาม มาตรา 65ทศ
ประกอบด้วย มาตรา 9
ให้อธิบดีมีคำสั่งให้จดทะเบียนการประดิษฐ์และออกอนุสิทธิบัตร และก่อนการจดทะเบียนการประดิษฐ์และออกอนุสิทธิบัตร
ให้พนักงานเจ้าหน้าที่แจ้ง ผู้ขอรับอนุสิทธิบัตรเพื่อให้ผู้ขอรับอนุสิทธิบัตรชำระค่าธรรมเนียมการออกอนุสิทธิบัตรและ
ค่าธรรมเนียมการประกาศโฆษณา ตามวิธีการและระยะเวลาที่กำหนดใน มาตรา
65ทศ ประกอบด้วย มาตรา
28 (2)
อนุสิทธิบัตรให้เป็นไปตามแบบที่กำหนด
โดยกฎกระทรวง
" มาตรา
65ฉ ภายในหนึ่งปีนับจากวันประกาศโฆษณาการจดทะเบียน การประดิษฐ์และออกอนุสิทธิบัตร
บุคคลผู้มีส่วนได้เสียอาจขอให้ตรวจสอบว่าการประดิษฐ์ ที่ได้รับอนุสิทธิบัตรมีลักษณะ
ตามที่กำหนดใน มาตรา 65ทวิ
หรือไม่ก็ได้
เมื่อได้รับคำขอให้ตรวจสอบการประดิษฐ์ตามวรรคหนึ่ง
ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ ตรวจสอบการประดิษฐ์ และทำรายงานการตรวจสอบเสนอต่ออธิบดี
เมื่ออธิบดีพิจารณารายงานการตรวจสอบ
ของพนักงานเจ้าหน้าที่ตาม วรรคสองแล้ว เห็นว่าการประดิษฐ์นั้นมีลักษณะตามที่กำหนดใน
มาตรา 65ทวิ
ให้อธิบดีแจ้ง ให้ผู้ขอให้ตรวจสอบและผู้ทรงอนุสิทธิบัตรทราบภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่อธิบดีมีคำวินิจฉัย
ในกรณีที่อธิบดีเห็นว่าการประดิษฐ์นั้น
ไม่มีลักษณะตามที่กำหนดใน มาตรา 65ทวิ
ให้อธิบดีมีคำสั่งให้สอบสวนข้อเท็จจริง และแจ้งคำสั่งให้ผู้ทรงอนุสิทธิบัตรทราบ
เพื่อยื่นคำแถลงแสดงเหตุผลของตนภายในหกสิบวันนับแต่วันที่ได้รับแจ้งคำสั่ง
และอธิบดีจะเรียก ให้บุคคลใดมาให้ถ้อยคำ ชี้แจง หรือให้ส่งเอกสารหรือสิ่งใดเพิ่มเติมก็ได้
และเมื่อได้ สอบสวนข้อเท็จจริงเสร็จแล้ว ถ้าอธิบดีพิจารณาเห็นว่าการประดิษฐ์นั้นไม่มีลักษณะตามที่
กำหนดใน มาตรา 65ทวิ
ให้อธิบดีทำรายงานการสอบสวนเสนอต่อคณะกรรมการเพื่อสั่ง เพิกถอนอนุสิทธิบัตรนั้น
และแจ้งให้ผู้ขอให้ตรวจสอบและผู้ทรงอนุสิทธิบัตรทราบภายใน สิบห้าวันนับแต่วันที่คณะกรรมการมีคำสั่ง
" มาตรา
65สัตต อนุสิทธิบัตรให้มีอายุหกปีนับแต่วันขอรับอนุสิทธิบัตร ในราชอาณาจักร
ในกรณีที่มีการดำเนินคดีทางศาลตาม มาตรา 65ทศ
ประกอบด้วย มาตรา 16
มาตรา 74 หรือ
มาตรา 77ฉ มิให้นับระยะเวลาในระหว่างการดำเนินคดี
ดังกล่าวเป็นอายุของอนุสิทธิบัตรนั้น
ผู้ทรงอนุสิทธิบัตรอาจขอต่ออายุอนุสิทธิบัตร
ได้สองคราวมีกำหนดคราวละ สองปี โดยให้ยื่นคำขอต่ออายุต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ภายในเก้าสิบวันก่อนวันสิ้นอายุ
เมื่อได้ ยื่นคำขอต่ออายุภายในกำหนดเวลาดังกล่าวแล้ว ให้ถือว่าอนุสิทธิบัตรนั้นยังคงจดทะเบียน
อยู่จนกว่าพนักงานเจ้าหน้าที่จะมีคำสั่งเป็นอย่างอื่น
การขอต่ออายุอนุสิทธิบัตร
ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่อธิบดี ประกาศกำหนด
" มาตรา
65อัฏฐ ผู้ทรงอนุสิทธิบัตรมีสิทธิใช้คำว่า "อนุสิทธิบัตรไทย" หรืออักษร
อสบท. หรืออักษรต่างประเทศที่มีความหมายเช่นเดียวกันให้ปรากฏที่ผลิตภัณฑ์ ภาชนะบรรจุ
หรือหีบห่อของผลิตภัณฑ์ หรือในการโฆษณาการประดิษฐ์ตามอนุสิทธิบัตร
การใช้คำหรืออักษรตามวรรคหนึ่ง
ต้องระบุหมายเลขอนุสิทธิบัตรไว้ด้วย
" มาตรา
65นว อนุสิทธิบัตรใดได้ออกไป โดยไม่ชอบด้วย มาตรา
65ทวิ มาตรา
65ทศ ประกอบด้วย มาตรา
9 มาตรา 10
มาตรา 11 หรือ
มาตรา 14 ให้ถือ
ว่าอนุสิทธิบัตรนั้นไม่สมบูรณ์
ความไม่สมบูรณ์ตามวรรคหนึ่งบุคคลใด
จะกล่าวอ้างขึ้นก็ได้ หรือบุคคลผู้มีส่วน ได้เสีย หรือพนักงานอัยการจะฟ้องต่อศาลขอให้เพิกถอนอนุสิทธิบัตรนั้นก็ได้
" มาตรา
65ทศ ให้นำบทบัญญัติ มาตรา 6
มาตรา 8 มาตรา
9 มาตรา 10
มาตรา 11 มาตรา
12 มาตรา 13
มาตรา 14 มาตรา
15 มาตรา 16
มาตรา 17 มาตรา
18 มาตรา 19
มาตรา 19ทวิ
มาตรา 20 มาตรา
21 มาตรา 22
มาตรา 23 มาตรา
25 มาตรา 26
มาตรา 27 มาตรา
28 มาตรา 35ทวิ
มาตรา 36 มาตรา
36ทวิ มาตรา
38 มาตรา 39
มาตรา 40 มาตรา
41 มาตรา 42
มาตรา 43 มาตรา
44 มาตรา 45
มาตรา 46 มาตรา
47 มาตรา 47ทวิ
มาตรา 48 มาตรา
49 มาตรา 50
มาตรา 50ทวิ
มาตรา 51 มาตรา
52 มาตรา 53
และ มาตรา 55
ในหมวด 2 ว่าด้วย สิทธิบัตรการประดิษฐ์ มาใช้บังคับในหมวด 3ทวิ ว่าด้วยอนุสิทธิบัตร
โดยอนุโลม"
มาตรา
29 ให้ยกเลิกความในวรรคหนึ่งของ มาตรา 66
แห่งพระราชบัญญัติ สิทธิบัตร พ.ศ. 2522 และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน
" มาตรา
66 ให้มีคณะกรรมการคณะหนึ่งเรียกว่า "คณะกรรมการสิทธิบัตร" ประกอบด้วย
ปลัดกระทรวงพาณิชย์เป็นประธานกรรมการ และกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ในสาขาวิทยาศาสตร์
วิศวกรรมศาสตร์ อุตสาหกรรม การออกแบบผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม เกษตรศาสตร์ เภสัชศาสตร์
เศรษฐศาสตร์ และนิติศาสตร์ อีกไม่เกินสิบสองคนซึ่ง
คณะรัฐมนตรีแต่งตั้ง โดยในจำนวนนี้ให้แต่งตั้งจากผู้ทรงคุณวุฒิภาคเอกชนไม่น้อยกว่าหกคน"
มาตรา
30 ให้ยกเลิกความใน มาตรา 70 แห่งพระราชบัญญัติ สิทธิบัตร
พ.ศ. 2522 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดย พระราชบัญญัติ สิทธิบัตร
(ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2535 และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน
" มาตรา
70 คณะกรรมการมีอำนาจหน้าที่ดังนี้
(1) ให้คำแนะนำหรือคำปรึกษาแก่รัฐมนตรี
ในการออกกฎกระทรวงตาม พระราชบัญญัตินี้
(2) วินิจฉัยอุทธรณ์คำสั่ง
หรือคำวินิจฉัยของอธิบดีเกี่ยวกับสิทธิบัตรและ อนุสิทธิบัตรตาม มาตรา
41 มาตรา 45 มาตรา 49 มาตรา
50 มาตรา 55 มาตรา 65ฉ หรือ
มาตรา 65ทศ ประกอบด้วย มาตรา
45 มาตรา 49 มาตรา 50 หรือ
มาตรา 72
(3) ปฏิบัติการอื่นตามที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัตินี้
(4) พิจารณาเรื่องอื่น
ๆ ที่เกี่ยวข้องกับสิทธิบัตร หรืออนุสิทธิบัตรตามที่ รัฐมนตรีมอบหมาย"
มาตรา
31 ให้ยกเลิกความในวรรคหนึ่งของ มาตรา 72 แห่งพระราชบัญญัติ
สิทธิบัตร พ.ศ. 2522 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดย พระราชบัญญัติ
สิทธิบัตร (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2535 และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน
" มาตรา
72 ในกรณีที่มีคำสั่งหรือคำวินิจฉัยของอธิบดีตาม มาตรา
12 มาตรา 15 มาตรา 28 มาตรา
30 มาตรา 33 มาตรา 34 มาตรา
49 มาตรา 50 หรือ มาตรา 61
หรือ มาตรา 65 ประกอบด้วย มาตรา
12 มาตรา 15 มาตรา 28 มาตรา
33 หรือ มาตรา 34 หรือ มาตรา
65เบญจ หรือ มาตรา 65ฉ หรือ มาตรา
65ทศ ประกอบด้วย มาตรา 12 มาตรา
15 มาตรา 49 หรือ มาตรา 50
ผู้มีส่วนได้เสียตาม มาตรา ดังกล่าวมีสิทธิอุทธรณ์ต่อคณะกรรมการภายในหกสิบวันนับแต่วันที่ได้รับแจ้งคำสั่งหรือคำวินิจฉัย
ของอธิบดี ถ้าไม่อุทธรณ์ภายในระยะเวลาดังกล่าว ให้ถือว่าคำสั่งหรือคำวินิจฉัยของอธิบดี
เป็นที่สุด"
มาตรา
32 ให้ยกเลิกความใน มาตรา 73 แห่งพระราชบัญญัติ สิทธิบัตร
พ.ศ. 2522 และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน
" มาตรา
73 ในการพิจารณาอุทธรณ์คำสั่ง หรือคำวินิจฉัยของอธิบดี หรือพิจารณารายงานการสอบสวนของอธิบดี
ตาม มาตรา 55
หรือ มาตรา 65ฉ
หรือ รายงานของอธิบดีตาม มาตรา 43
หรือ มาตรา 65ทศ
ประกอบด้วย มาตรา 43
เพื่อสั่งเพิกถอนสิทธิบัตรหรืออนุสิทธิบัตร คณะกรรมการจะให้ผู้คัดค้าน หรือผู้โต้แย้ง
หรือ ผู้ทรงสิทธิบัตร หรือผู้ทรงอนุสิทธิบัตร หรือผู้ขอให้ตรวจสอบอนุสิทธิบัตร
หรือผู้ได้รับอนุญาต ให้ใช้สิทธิตามสิทธิบัตรหรือตามอนุสิทธิบัตร แล้วแต่กรณี
นำพยานหลักฐานมาแสดงหรือแถลง เพิ่มเติมก็ได้ ทั้งนี้ ตามระเบียบที่คณะกรรมการกำหนด"
มาตรา
33 ให้ยกเลิกความในวรรคหนึ่งของ มาตรา 74 แห่งพระราชบัญญัติ
สิทธิบัตร พ.ศ. 2522 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดย พระราชบัญญัติ
สิทธิบัตร (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2535 และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน
" มาตรา
74 เมื่อคณะกรรมการได้วินิจฉัยหรือมีคำสั่งตาม มาตรา
41 มาตรา 43 มาตรา 49 มาตรา
50 มาตรา 55 หรือ มาตรา 65ฉ
หรือ มาตรา 65ทศ ประกอบด้วย มาตรา
41 มาตรา 43 มาตรา 49 มาตรา
50 หรือ มาตรา 55 หรือ มาตรา
72 แล้ว ให้แจ้งคำวินิจฉัยหรือคำสั่งพร้อมด้วยเหตุผลไปยังผู้อุทธรณ์และคู่กรณี
หรือ ผู้ทรงสิทธิบัตร หรือผู้ทรงอนุสิทธิบัตร หรือผู้ได้รับอนุญาตให้ใช้สิทธิตามสิทธิบัตรหรือตาม
อนุสิทธิบัตร แล้วแต่กรณี คู่กรณีฝ่ายใดไม่เห็นด้วยกับคำวินิจฉัยหรือคำสั่งนั้น
มีสิทธิอุทธรณ์ ต่อศาลได้ภายในหกสิบวันนับแต่วันที่ได้รับแจ้งคำวินิจฉัยหรือคำสั่ง
ถ้าไม่ดำเนินคดีภายในระยะเวลาดังกล่าว ให้ถือว่าคำวินิจฉัยหรือคำสั่งของคณะกรรมการเป็นที่สุด"
มาตรา
34 ให้ยกเลิกความใน มาตรา 75
และ มาตรา 76
แห่งพระราชบัญญัติ สิทธิบัตร พ.ศ. 2522 และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน
" มาตรา
75 ห้ามมิให้บุคคลใดซึ่งไม่มีสิทธิตามพระราชบัญญัตินี้ใช้คำว่า"สิทธิบัตรไทย"
"อนุสิทธิบัตรไทย" หรืออักษร สบท. หรือ อสบท. หรืออักษรต่างประเทศ
ที่มีความหมายเช่นเดียวกัน หรือคำอื่นใดที่มีความหมายเช่นเดียวกันให้ปรากฏที่ผลิตภัณฑ์
ภาชนะบรรจุ หรือหีบห่อของผลิตภัณฑ์ หรือในการโฆษณา การประดิษฐ์ หรือการออกแบบ
ผลิตภัณฑ์ใด ๆ
" มาตรา
76 ห้ามมิให้บุคคลใดใช้คำว่า "รอรับสิทธิบัตร" หรือ "รอรับ
อนุสิทธิบัตร" หรือคำอื่นใดที่มีความหมายเช่นเดียวกัน ให้ปรากฏที่ผลิตภัณฑ์
ภาชนะบรรจุ หรือหีบห่อของผลิตภัณฑ์ หรือในการโฆษณา การประดิษฐ์ หรือการออกแบบผลิตภัณฑ์ใด
ๆ เว้นแต่เป็นผู้ขอรับสิทธิบัตรหรืออนุสิทธิบัตรและ ยังอยู่ในระหว่างการพิจารณาคำขอนั้น"
มาตรา
35 ให้ยกเลิกความใน มาตรา 77 มาตรา
77ทวิ มาตรา 77ตรี และ มาตรา
77จัตวา แห่งพระราชบัญญัติ สิทธิบัตร พ.ศ. 2522 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดย พระราชบัญญัติ
สิทธิบัตร (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2535 และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน
" มาตรา
77 ในกรณีที่ผู้ทรงสิทธิบัตรหรือผู้ทรงอนุสิทธิบัตรในกรรมวิธีการผลิต ผลิตภัณฑ์
ฟ้องผู้ฝ่าฝืนสิทธิตามสิทธิบัตรหรืออนุสิทธิบัตรของตนเป็นคดีแพ่ง หากผู้ทรงสิทธิบัตร
หรือผู้ทรงอนุสิทธิบัตรพิสูจน์ได้ว่าผลิตภัณฑ์ที่จำเลยผลิตมีลักษณะเช่นเดียวกันหรือคล้ายกัน
กับผลิตภัณฑ์ที่ผลิตโดยใช้กรรมวิธีของผู้ทรงสิทธิบัตรหรือผู้ทรงอนุสิทธิบัตร
ให้สันนิษฐานไว้ ก่อนว่าจำเลยได้ใช้กรรมวิธีของผู้ทรงสิทธิบัตรหรือผู้ทรงอนุสิทธิบัตร
เว้นแต่จำเลยจะพิสูจน์ ให้เห็นเป็นอย่างอื่น
" มาตรา
77ทวิ ในกรณีที่มีหลักฐานโดยชัดแจ้งว่ามีผู้กระทำหรือกำลังจะ
กระทำการอย่างใดอย่างหนึ่งอันเป็นการฝ่าฝืนสิทธิของผู้ทรงสิทธิบัตรหรือผู้ทรงอนุสิทธิบัตร
ตาม มาตรา 36 หรือ มาตรา
63 หรือ มาตรา 65ทศ ประกอบด้วย มาตรา
36 ผู้ทรงสิทธิบัตรหรือผู้ทรงอนุสิทธิบัตรอาจขอให้ศาลมีคำสั่งให้บุคคลดังกล่าวระงับหรือละเว้น
การกระทำดังกล่าวนั้นได้ การที่ศาลมีคำสั่งดังกล่าวไม่ตัดสิทธิผู้ทรงสิทธิบัตรหรือผู้ทรง
อนุสิทธิบัตรที่จะเรียกค่าเสียหายตาม มาตรา 77ตรี
" มาตรา
77ตรี ในกรณีที่มีการฝ่าฝืนสิทธิของผู้ทรงสิทธิบัตรหรือ ผู้ทรงอนุสิทธิบัตรตาม
มาตรา 36 หรือ มาตรา 63 หรือ
มาตรา 65ทศ ประกอบด้วย มาตรา
36 ศาลมีอำนาจสั่งให้ผู้ฝ่าฝืนชดใช้ค่าเสียหายแก่ผู้ทรงสิทธิบัตรหรือผู้ทรง
อนุสิทธิบัตรตามจำนวนที่ศาลเห็นสมควร โดยคำนึงถึงความร้ายแรงของความเสียหาย
รวมทั้งการสูญเสียประโยชน์และค่าใช้จ่ายอันจำเป็นในการบังคับตามสิทธิของผู้ทรง
สิทธิบัตรหรือผู้ทรงอนุสิทธิบัตรด้วย
" มาตรา
77จัตวา บรรดาสินค้าที่อยู่ในครอบครองของผู้กระทำการ อันเป็นการฝ่าฝืนสิทธิของผู้ทรงสิทธิบัตร
หรือผู้ทรงอนุสิทธิบัตรตาม มาตรา 36 หรือ มาตรา
63 หรือ มาตรา 65ทศ ประกอบด้วย มาตรา
36 ให้ริบเสียทั้งสิ้น ในกรณีที่ ศาลเห็นสมควรอาจมีคำสั่งให้ทำลายสินค้าดังกล่าวหรือดำเนินการอย่างอื่นเพื่อป้องกัน
มิให้มีการนำเอาสินค้าดังกล่าวออกจำหน่ายอีกก็ได้"
มาตรา
36 ให้เพิ่มความต่อไปนี้เป็น มาตรา 77เบญจ
มาตรา 77ฉ มาตรา
77สัตต และ มาตรา
77อัฏฐ แห่งพระราชบัญญัติ สิทธิบัตร
พ.ศ. 2522
" มาตรา
77เบญจ บุคคลใดขอรับหรือร่วมขอรับทั้งสิทธิบัตรและ อนุสิทธิบัตรสำหรับการประดิษฐ์อย่างเดียวกันโดยไม่ชอบด้วย
มาตรา 65ตรี
ให้ถือว่า บุคคลนั้นขอรับอนุสิทธิบัตรสำหรับการประดิษฐ์นั้น
" มาตรา
77ฉ ในกรณีบุคคลหลายคนต่างทำการประดิษฐ์อย่างเดียวกัน โดยไม่ได้ร่วมกัน และมีบุคคลฝ่ายหนึ่งได้ยื่นคำขอรับสิทธิบัตร
แต่บุคคลอีกฝ่ายหนึ่ง ได้ยื่นคำขอรับอนุสิทธิบัตร
(1) ให้บุคคลซึ่งได้ยื่นคำขอรับสิทธิบัตร
หรือคำขอรับอนุสิทธิบัตรไว้ก่อน เป็นผู้มีสิทธิรับสิทธิบัตรหรืออนุสิทธิบัตรสำหรับการประดิษฐ์นั้น
(2) ถ้ามีการยื่นคำขอรับสิทธิบัตรในวันเดียวกันกับการยื่นคำขอรับ
อนุสิทธิบัตร ให้พนักงานเจ้าหน้าที่แจ้งให้ผู้ขอรับสิทธิบัตรและผู้ขอรับอนุสิทธิบัตรทราบ
เพื่อให้ทำความตกลงกันว่าจะให้บุคคลใดมีสิทธิแต่ผู้เดียวหรือให้มีสิทธิร่วมกัน
และจะให้ คำขอรับสิทธิบัตรหรือคำขอรับอนุสิทธิบัตรเป็นคำขอสำหรับการประดิษฐ์นั้น
ถ้าตกลงกัน ไม่ได้ภายในเวลาที่อธิบดีกำหนด ให้คู่กรณีนำคดีไปสู่ศาลภายในกำหนดเก้าสิบวันนับแต่
วันสิ้นสุดระยะเวลาที่อธิบดีกำหนด ถ้าไม่นำคดีไปสู่ศาลภายในระยะเวลาดังกล่าว
ให้ถือว่า บุคคลเหล่านั้นละทิ้งคำขอรับสิทธิบัตรและละทิ้งคำขอรับอนุสิทธิบัตร
" มาตรา
77 สัตต ภายในเก้าสิบวันนับแต่วันประกาศโฆษณาตาม มาตรา
28 หรือวันประกาศโฆษณาการจดทะเบียนการประดิษฐ์
และออกอนุสิทธิบัตรสำหรับการประดิษฐ์ใด
ผู้ขอรับอนุสิทธิบัตร ผู้ทรงอนุสิทธิบัตร ผู้ขอรับสิทธิบัตร หรือผู้ทรงสิทธิบัตร
ผู้ใดเห็นว่าการจดทะเบียนการประดิษฐ์และออกสิทธิบัตรหรืออนุสิทธิบัตรสำหรับการประดิษฐ์นั้นอาจไม่ชอบด้วย
มาตรา 65ตรี
เพราะการประดิษฐ์นั้นเป็นการประดิษฐ์ อย่างเดียวกันกับของตนและตนได้ยื่นคำขอรับอนุสิทธิบัตรหรือยื่นคำขอรับสิทธิบัตรไว้ใน
วันเดียวกันกับการยื่นคำขอรับสิทธิบัตรหรือการยื่นคำขอรับอนุสิทธิบัตรดังกล่าว
ผู้นั้นมีสิทธิ ขอให้ตรวจสอบว่าการประดิษฐ์นั้นได้ยื่นขอรับสิทธิบัตรหรืออนุสิทธิบัตรโดยไม่ชอบด้วย
มาตรา 65ตรี
หรือไม่
เมื่อได้รับคำขอให้ตรวจสอบตามวรรคหนึ่ง
ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ตรวจสอบ และทำรายงานการตรวจสอบเสนออธิบดี
เมื่ออธิบดีพิจารณารายงานการตรวจสอบของพนักงานเจ้าหน้าที่
ตาม วรรคสองแล้ว เห็นว่าการจดทะเบียนการประดิษฐ์และออกสิทธิบัตรหรืออนุสิทธิบัตรสำหรับ
การประดิษฐ์นั้นจะไม่ชอบด้วย มาตรา 65ตรี
เพราะการประดิษฐ์นั้นเป็นการประดิษฐ์ อย่างเดียวกัน และวันยื่นคำขอรับสิทธิบัตร
หรือวันยื่นคำขอรับอนุสิทธิบัตรเป็นวันเดียวกัน กับวันยื่นคำขอรับอนุสิทธิบัตรหรือวันยื่นคำขอรับสิทธิบัตรของผู้ขอให้ตรวจสอบ
ให้อธิบดี แจ้งให้ผู้ขอรับสิทธิบัตรหรือผู้ทรงอนุสิทธิบัตร และผู้ขอให้ตรวจสอบทราบ
เพื่อให้ทำ ความตกลงกันว่าจะให้บุคคลใดมีสิทธิแต่ผู้เดียวหรือให้มีสิทธิร่วมกัน
ถ้าตกลงกันไม่ได้ ภายในเวลาที่อธิบดีกำหนด ให้ถือว่าบุคคลเหล่านั้นมีสิทธิร่วมกันในการประดิษฐ์นั้น
" มาตรา
77อัฏฐ สิทธิบัตรและอนุสิทธิบัตรใดได้ออกไปโดยไม่ชอบด้วย มาตรา
65ตรี ให้ถือว่าสิทธิบัตรและอนุสิทธิบัตรนั้นไม่สมบูรณ์
ความไม่สมบูรณ์ตามวรรคหนึ่ง
บุคคลใดจะกล่าวอ้างขึ้นก็ได้
ในกรณีการจดทะเบียนการประดิษฐ์
และออกสิทธิบัตรและอนุสิทธิบัตร โดยไม่ชอบด้วย มาตรา
65ตรี และได้ยื่นคำขอรับสิทธิบัตรและอนุสิทธิบัตรสำหรับ
การประดิษฐ์นั้นในวันเดียวกัน ผู้ทรงสิทธิบัตรและผู้ทรงอนุสิทธิบัตร หรือผู้มีส่วนได้เสียอื่น
หรือพนักงานอัยการอาจขอให้อธิบดีเรียกให้ผู้ทรงสิทธิบัตรและผู้ทรงอนุสิทธิบัตรนั้น
ทำความตกลงกันว่าจะให้บุคคลใดมีสิทธิแต่ผู้เดียวหรือให้มีสิทธิร่วมกัน และต้องทำความตกลง
กันว่าจะเลือกให้การประดิษฐ์นั้นเป็นการประดิษฐ์ที่ได้รับสิทธิบัตรหรืออนุสิทธิบัตรอย่างใด
อย่างหนึ่งแต่เพียงอย่างเดียว ถ้าตกลงกันไม่ได้ภายในเวลาที่อธิบดีกำหนด ให้ถือว่า
ผู้ทรงสิทธิบัตรและผู้ทรงอนุสิทธิบัตรมีสิทธิร่วมกันและให้ถือว่าการประดิษฐ์นั้นเป็นการประดิษฐ์
ที่ได้รับอนุสิทธิบัตร"
มาตรา
37 ให้ยกเลิกความใน มาตรา 78
แห่งพระราชบัญญัติสิทธิบัตร พ.ศ. 2522 และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน
" มาตรา
78 สิทธิบัตร อนุสิทธิบัตร หรือใบอนุญาตให้ใช้สิทธิของผู้ใดสูญหาย หรือชำรุดในสาระสำคัญ
ให้เจ้าของขอรับใบแทนสิทธิบัตร ใบแทนอนุสิทธิบัตร หรือใบแทน
ใบอนุญาตให้ใช้สิทธินั้นได้ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดโดยกฎกระทรวง"
มาตรา
38 ให้ยกเลิกความใน มาตรา 80
มาตรา 81 มาตรา
82 และ มาตรา
83 แห่งพระราชบัญญัติ สิทธิบัตร พ.ศ.
2522 และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน
" มาตรา
80 บรรดาคำขอรับสิทธิบัตร คำขอรับอนุสิทธิบัตร การประกาศ โฆษณาคำขอรับสิทธิบัตร
คำขอให้ตรวจสอบการประดิษฐ์ คำคัดค้านการขอรับสิทธิบัตร คำขอจดทะเบียนสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิตามสิทธิบัตรหรืออนุสิทธิบัตร
คำขอจดทะเบียน รับโอนสิทธิบัตรหรืออนุสิทธิบัตร คำขอเปลี่ยนแปลงสิทธิบัตรหรืออนุสิทธิบัตร
คำขอต่อ อายุอนุสิทธิบัตร คำขอบันทึกคำยินยอมให้บุคคลอื่นใช้สิทธิตามสิทธิบัตรหรืออนุสิทธิบัตร
คำขอใช้สิทธิตามสิทธิบัตรหรืออนุสิทธิบัตร ใบอนุญาตให้ใช้สิทธิตามสิทธิบัตรหรืออนุสิทธิบัตร
คำอุทธรณ์คำสั่งหรือคำวินิจฉัยของอธิบดี ใบแทนสิทธิบัตรหรืออนุสิทธิบัตร ใบแทนใบอนุญาต
ให้ใช้สิทธิ คำขออื่น ๆ การคัดสำเนาเอกสารและการรับรองสำเนาเอกสาร ให้เสีย
ค่าธรรมเนียมตามที่กำหนดโดยกฎกระทรวง
" มาตรา
81 เจ้าพนักงานผู้ใดฝ่าฝืน มาตรา 21
หรือ มาตรา หรือ มาตรา 65
ประกอบด้วย มาตรา 21
หรือ มาตรา 65ทศ
ประกอบด้วย มาตรา 21
หรือ มาตรา 23
วรรคสอง ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสองปี หรือปรับไม่เกินสองแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
" มาตรา
82 บุคคลใดฝ่าฝืน มาตรา 22
หรือ มาตรา 65
ประกอบด้วย มาตรา 22
หรือ มาตรา 65ทศ
ประกอบด้วย มาตรา 22
ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน หกเดือน หรือปรับไม่เกินสองหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
" มาตรา
83 บุคคลใดฝ่าฝืน มาตรา 23
วรรคสอง หรือ มาตรา 65ทศ
ประกอบด้วย มาตรา 23
วรรคสอง ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกิน ห้าหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ"
มาตรา
39 ให้ยกเลิก มาตรา 83ทวิ มาตรา
83ตรี และ มาตรา 83จัตวา แห่งพระราชบัญญัติ สิทธิบัตร
พ.ศ. 2522 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดย พระราชบัญญัติ สิทธิบัตร
(ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2535
มาตรา
40 ให้เพิ่มความต่อไปนี้เป็น มาตรา 86 แห่งพระราชบัญญัติ
สิทธิบัตร พ.ศ. 2522 ซึ่งถูกยกเลิกโดย พระราชบัญญัติ สิทธิบัตร
(ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2535
" มาตรา
86 บุคคลใดกระทำอย่างใดอย่างหนึ่งตาม มาตรา 65ทศ ประกอบด้วย
มาตรา 36 โดยไม่ได้รับอนุญาตจากผู้ทรงอนุสิทธิบัตร
ต้องระวางโทษจำคุก ไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินสองแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ"
มาตรา
41 ให้ยกเลิกความใน มาตรา 87
แห่งพระราชบัญญัติ สิทธิบัตร พ.ศ. 2522 และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน
" มาตรา
87 บุคคลใดยื่นขอรับสิทธิบัตรการประดิษฐ์หรือการออกแบบผลิตภัณฑ์หรืออนุสิทธิบัตร
โดยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จแก่พนักงานเจ้าหน้าที่ เพื่อให้ได้ไปซึ่งสิทธิบัตรหรืออนุสิทธิบัตร
ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหกเดือน หรือปรับ ไม่เกินห้าพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ"
มาตรา
42 ให้ยกเลิกบัญชีอัตราค่าธรรมเนียมท้าย พระราชบัญญัติ สิทธิบัตร พ.ศ. 2522
ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดย พระราชบัญญัติ สิทธิบัตร (ฉบับที่
2) พ.ศ. 2535 และให้ใช้บัญชีอัตราค่าธรรมเนียมท้ายพระราชบัญญัตินี้แทน
มาตรา
43 สิทธิบัตรที่ออกให้ตาม พระราชบัญญัติ สิทธิบัตร พ.ศ. 2522 หรือที่ออกให้ตาม
พระราชบัญญัติ สิทธิบัตร พ.ศ. 2522 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดย พระราชบัญญัติ สิทธิบัตร
(ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2535 ให้ถือว่าเป็นสิทธิบัตรตาม พระราชบัญญัติ
สิทธิบัตร พ.ศ. 2522 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัตินี้ แต่ให้สิทธิบัตรมีอายุต่อไปได้เพียง
เท่าที่มีเหลืออยู่ตามสิทธิบัตรนั้น
มาตรา
44 คำขอรับสิทธิบัตรการประดิษฐ์ที่ได้ยื่นไว้ก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ มีผลใช้บังคับ
และอธิบดียังไม่มีคำสั่งตาม มาตรา 33
หรือ มาตรา 34 ผู้ขอมีสิทธิเปลี่ยนแปลง
เป็นคำขอรับอนุสิทธิบัตรได้ภายในหกสิบวันนับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ
มาตรา
45 ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์รักษาการตามพระราชบัญญัตินี้
:: ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ
:: ชวน หลีกภัย นายกรัฐมนตรี
บัญชีอัตราค่าธรรมเนียม
1. คำขอรับสิทธิบัตรหรืออนุสิทธิบัตร
ฉบับละ 1,000 บาท
2. คำขอรับสิทธิบัตรสำหรับแบบผลิตภัณฑ์อย่างเดียวกัน
และยื่นขอในคราวเดียวกันตั้งแต่ 10 คำขอขึ้นไป 10,000 บาท
3. การประกาศโฆษณาคำขอรับสิทธิบัตร
500 บาท
4. คำขอให้ตรวจสอบการประดิษฐ์
ฉบับละ 500 บาท
5. คำคัดค้านการขอรับสิทธิบัตร
ฉบับละ 1,000 บาท
6. สิทธิบัตรหรืออนุสิทธิบัตร
ฉบับละ 1,000 บาท
7. ค่าธรรมเนียมรายปีสำหรับสิทธิบัตรการประดิษฐ์
ปีที่ 5 2,000 บาท
ปีที่ 6 4,000 บาท
ปีที่ 7 6,000 บาท
ปีที่ 8 8,000 บาท
ปีที่ 9 10,000 บาท
ปีที่ 10 12,000 บาท
ปีที่ 11 14,000 บาท
ปีที่ 12 16,000 บาท
ปีที่ 13 18,000 บาท
ปีที่ 14 20,000 บาท
ปีที่ 15 30,000 บาท
ปีที่ 16 40,000 บาท
ปีที่ 17 50,000 บาท
ปีที่ 18 60,000 บาท
ปีที่ 19 70,000 บาท
ปีที่ 20 80,000 บาท
หรือชำระทั้งหมดในคราวเดียว
400,000 บาท
8. ค่าธรรมเนียมรายปีสำหรับสิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์
ปีที่ 5 1,000 บาท
ปีที่ 6 2,000 บาท
ปีที่ 7 3,000 บาท
ปีที่ 8 4,000 บาท
ปีที่ 9 5,000 บาท
ปีที่ 10 6,000 บาท
หรือชำระทั้งหมดในคราวเดียว
20,000 บาท
9. ค่าธรรมเนียมรายปีสำหรับอนุสิทธิบัตร
ปีที่ 5 2,000 บาท
ปีที่ 6 4,000 บาท
หรือชำระทั้งหมดในคราวเดียว
6,000 บาท
10. ค่าธรรมเนียมการต่ออายุอนุสิทธิบัตร
ครั้งที่ 1 14,000 บาท
ครั้งที่ 2 22,000 บาท
11. คำขอจดทะเบียนสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิตามสิทธิบัตร
หรืออนุสิทธิบัตร ฉบับละ 500 บาท
12. คำขอจดทะเบียนรับโอนสิทธิบัตร
หรืออนุสิทธิบัตร ฉบับละ 500 บาท
13. คำขอเปลี่ยนแปลงคำขอรับ
สิทธิบัตรหรืออนุสิทธิบัตร ฉบับละ 500 บาท
14. ใบอนุญาตให้ใช้สิทธิ
ตามสิทธิบัตรหรืออนุสิทธิบัตร ฉบับละ 1,000 บาท
15. ใบแทนสิทธิบัตรหรืออนุสิทธิบัตร
หรือใบแทนใบอนุญาตให้ใช้สิทธิ ฉบับละ 100 บาท
16. คำอุทธรณ์คำสั่งหรือคำวินิจฉัยของอธิบดี
ฉบับละ 1,000 บาท
17. การคัดสำเนาเอกสาร
หน้าละ 10 บาท
18. การรับรองสำเนาเอกสาร
เอกสารเกิน 10 หน้า ฉบับละ
100 บาท
เอกสารไม่เกิน 10 หน้า
หน้าละ 10 บาท
19. คำขออื่น ๆ ฉบับละ
100 บาท
*หมายเหตุ
:- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ โดยที่การเจรจาการค้า
พหุภาคีรอบอุรุกวัยที่นานาประเทศได้ทำความตกลงว่าด้วยสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาที่เกี่ยว
กับการค้าและจัดตั้งองค์การการค้าโลกได้เสร็จสิ้นลงและมีผลใช้บังคับแล้ว ทำให้ประเทศไทยซึ่งเป็นภาคีสมาชิกองค์การการค้าโลก
มีพันธกรณีที่จะต้องออกกฎหมายอนุวัติ การให้สอดคล้องกับความตกลงดังกล่าว เพื่อให้การคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาเป็นไปอย่าง
มีประสิทธิภาพและโดยที่การคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาอย่างมีประสิทธิภาพจะทำให้นัก
ประดิษฐ์ได้รับผลตอบแทนความมานะอุตสาหะอย่างเหมาะสม อันจะทำให้นักประดิษฐ์มี
กำลังใจที่จะประดิษฐ์คิดค้นเพื่อความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีต่อไป
โดย เฉพาะอย่างยิ่ง การให้มีบทบัญญัติว่าด้วยอนุสิทธิบัตร
ซึ่งให้การคุ้มครองการประดิษฐ์ที่มีเทคโนโลยีไม่ถึงขนาดที่จะไดัรับสิทธิบัตรนั้นจะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาวิทยาศาสตร์
และเทคโนโลยีให้สูงขึ้นและแพร่หลายยิ่งขึ้น จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้
(ร.จ. เล่ม 116 ตอนที่ 22 ก หน้า 37 วันที่ 31 มีนาคม 2542) |
|