 |
:: พระราชบัญญัติ ระเบียบข้าราชการตำรวจ พ.ศ. 2521
มาตราที่ 2-65
:: ภูมิพลอดุลยเดช ป.ร. ให้ไว้ ณ วันที่ 20 มิถุนายน พ.ศ.
2521 เป็นปีที่ 33 ในรัชกาลปัจจุบัน
พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช
มีพระราชบรมราชโองการโปรดเกล้า ฯ ให้ ประกาศว่า
โดยที่เป็นการสมควรมีกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการตำรวจ
จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้า
ฯ ให้ตราพระราชบัญญัติขึ้นไว้ โดยคำแนะนำและยินยอมของสภา นิติบัญญัติแห่งชาติ
ดังต่อไปนี้
มาตรา
2 พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2521 เป็นต้นไป
มาตรา
3 ในพระราชบัญญัตินี้
"ข้าราชการตำรวจ"
หมายความว่า ข้าราชการซึ่งรับราชการในกรมตำรวจโดยได้รับเงิน เดือนจากเงินงบประมาณหมวดเงินเดือน
และหมายความรวมถึงข้าราชการตำรวจ ซึ่งกรมตำรวจ
แต่งตั้งหรือสั่งให้ไปปฏิบัติหน้าที่ราชการตำรวจโดยได้รับเงินเดือนจากผู้ว่าจ้างด้วย
"รองอธิบดี"
หมายความว่า รองอธิบดีกรมตำรวจ
"อธิบดี" หมายความว่า
อธิบดีกรมตำรวจ
"ก.ตร." หมายความว่า
คณะกรรมการข้าราชการตำรวจ
"รัฐมนตรี"
หมายความว่า รัฐมนตรีผู้รักษาการ ตามพระราชบัญญัตินี้
มาตรา
4 ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยรักษาการตามพระราชบัญญัติและให้มีอำนาจ
ออกกฎกระทรวงเพื่อให้ปฏิบัติการตามพระราชบัญญัตินี้
กฎกระทรวงนั้น เมื่อประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว
ให้ใช้บังคับได้
มาตรา
5 ชั้นข้าราชการตำรวจมีดังนี้
(1) ชั้นพลตำรวจ ได้แก่พลตำรวจกองประจำการ
พลตำรวจสำรอง พลตำรวจสำรองพิเศษ พลตำรวจพิเศษ และพลตำรวจสมัคร
พลตำรวจกองประจำการ คือ
ผู้ที่ได้รับการบรรจุเข้ารับราชการโดยถูกเรียกเข้ากองประจำ การเป็นตำรวจ ตามกฎหมายว่าด้วยการรักราชการทหาร
ทั้งนี้ ไม่ว่าจะอยู่ในระหว่างรับการศึกษา อบรมในสถานศึกษาของกรมตำรวจหรือไม่ก็ตาม
พลตำรวจสำรอง คือ ผู้ที่ได้รับการบรรจุเข้ารับราชการ
โดยได้รับการคัดเลือกเข้ารับการ ศึกษาอบรมในสถานศึกษาของกรมตำรวจ
พลตำรวจสำรองพิเศษ คือ
ผู้ที่ได้รับการบรรจุเข้ารับราชการให้ทดลองปฏิบัติหน้าที่ราชการ
พลตำรวจพิเศษ คือ พลตำรวจสำรองพิเศษ
หรือพลตำรวจสมัครที่ถูกเรียกเข้ากองประจำการ เป็นตำรวจตามกฎหมายว่าด้วยการรับราชการทหาร
(2) ชั้นประทวน ได้แก่ผู้มียศสิบตำรวจตรี
สิบตำรวจโท สิบตำรวจเอก จ่าสิบตำรวจ และ นายดาบตำรวจ
(3) ชั้นสัญญาบัตร ได้แก่ผู้มียศตั้งแต่ร้อยตำรวจตรีขึ้นไป
ว่าที่ยศใดให้ถือเสมือนมียศนั้น
มาตรา
6 ให้ข้าราชการตำรวจได้รับเงินเดือนตามบัญชีท้ายพระราชบัญญัตินี้
ในวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ
ให้ใช้อัตราเงินเดือนข้าราชการตำรวจ ตามบัญชีอัตราเงิน เดือนข้าราชการตำรวจหมายเลข
1 และเมื่อปรากฎว่าเงินเดือนหรือค่าจ้างทั่วไปในประเทศเพิ่ม ขึ้นหรือค่าครองชีพสูงขึ้น
หรืออัตราเงินเดือนที่ใช้อยู่ไม่เหมาะสม ก็ให้มีการปรับใช้บัญชีอัตราเงิน เดือนข้าราชการตำรวจหมายเลข
2 หรือบัญชีอัตราเงินเดือนข้าราชการตำรวจหมายเลข 3 ตาม
ความเหมาะสมโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาการปรับขั้นและอัตราเงินเดือนดังกล่าวให้มีผลเป็นการ
ปรับขั้นและอัตราเงินเดือนข้าราชการตำรวจที่ได้รับอยู่ตามที่กำหนดไว้โดยพระราชกฤษฎีกา
กฎ กระทรวง ระเบียบ และมติคณะรัฐมนตรีตามไปด้วย
นอกจากเงินเดือนที่ได้รับตามบัญชีท้ายพระราชบัญญัตินี้
ให้พลตำรวจกองประจำการมีสิทธิได้รับเงินเพิ่ม เงินสวัสดิการหรือเงินช่วยเหลือ
เช่นเดียวกับที่พลทหารกองประจำการมีสิทธิได้รับแต่ไม่ มีสิทธิได้รับเงินเพิ่ม
เงินเพิ่มพิเศษ เงินสวัสดิการ หรือเงินช่วยเหลือตามที่ข้าราชการตำรวจอื่นได้รับ
มาตรา
7 ข้าราชการตำรวจอาจได้รับเงินเพิ่มค่าครองชีพชั่วคราวตามภาวะเศรษฐกิจ ทั้งนี้
ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดในพระราชกฤษฎีกา
ในกรณีมีเหตุที่จะต้องจัดให้มี
หรือปรับปรุงเงินเพิ่มค่าครองชีพตามวรรคหนึ่งหรือปรับขั้นเงิน เดือนตาม มาตรา
6 วรรคสอง ในรัฐมนตรีรายงานไปยังคณะรัฐมนตรี เพื่อพิจารณาดำเนินการต่อไป
มาตรา
8 ข้าราชการตำรวจอาจได้รับเงินเพิ่มพิเศษรายเดือนเงินเพิ่มอื่น หรือเงินช่วยเหลือ
ตามที่กำหนดโดยคณะรัฐมนตรี โดยกระทรวงการคลัง หรือโดยกระทรวงมหาดไทย ตามที่ได้ตกลง
กับกระทรวงการคลัง
มาตรา
9 ข้าราชการตำรวจอาจได้รับเงินเพิ่มสำหรับตำแหน่งที่ประจำอยู่ในต่างประเทศหรือ
ตำแหน่งที่มีเหตุพิเศษตามที่ ก.ตร. และกระทรวงการคลังจะได้กำหนด
มาตรา
10 ให้ถือว่าข้าราชการตำรวจเป็นข้าราชการพลเรือนตามกฎหมายว่าด้วยบำเหน็จ บำนาญข้าราชการ
และให้ ก.ตร. เป็นเจ้าหน้าที่ควบคุมเกษียณอายุของข้าราชการตำรวจ
มาตรา
11 เครื่องแบบของข้าราชการตำรวจและระเบียบการแต่งให้เป็นไปตามกฎหมาย หรือระเบียบว่าด้วยการนั้น
มาตรา
12 วันเวลาทำงาน วันหยุดราชการตามประเพณี วันหยุดประจำปีและการการลาหยุด ราชการของข้าราชการตำรวจ
ให้เป็นไปตามที่คณะรัฐมนตรีกำหนด
มาตรา
13 ให้มีคณะกรรมการข้าราชการตำรวจคณะหนึ่ง เรียกโดยย่อว่า ก.ตร. ประกอบ ด้วย
(1) รัฐมนตรีเป็นประธาน
อธิบดีเป็นรองประธาน เลขาธิการคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน รองอธิบดี
และผู้บัญชาการตำรวจตระเวนชายแดนเป็นกรรมการข้าราชการตำรวจโดยตำแหน่ง และ
(2) กรรมการข้าราชการตำรวจผู้ทรงคุณวุฒิแปดคน
ซึ่งรัฐมนตรีแต่งตั้งโดยความเห็นชอบคณะ รัฐมนตรีจาก
(ก) ข้าราชการตำรวจซึ่งดำรงตำแหน่งตั้งแต่ผู้บัญชาการ
หรือเทียบผู้บัญชาการขึ้นไป และ มิได้เป็นกรรมการข้าราชการตำรวจโดยตำแหน่งอยู่แล้ว
สี่คน โดยในจำนวนนี้ให้มีผู้บัญชาการ ตำรวจภูธรรวมอยู่ด้วยอย่างน้อยหนึ่งคน
(ข) ผู้ซึ่งได้รับบำเหน็จบำนาญและ
เคยรับราชการเป็นข้าราชการตำรวจตำแหน่งตั้งแต่ผู้ บังคับการหรือเทียบผู้บังคับการขึ้นไป
มาแล้ว สี่คน
ให้ ก.ตร. แต่งตั้งข้าราชการตำรวจคนหนึ่งเป็นเลขานุการ
ก.ตร.
มาตรา
14 กรรมการข้าราชการตำรวจผู้ทรงคุณวุฒิให้อยู่ในตำแหน่งคราวละสองปี และอาจได้
รับแต่งตั้งใหม่ได้
ถ้าตำแหน่งว่างลงก่อนถึงกำหนดวาระ
ให้รัฐมนตรีดำเนินการแต่งตั้งกรรมการข้าราชการตำรวจ ผู้ทรงคุณวุฒิแทน
เว้นแต่วาระการอยู่ในตำแหน่งของกรรมการข้าราชการตำรวจผู้ทรงคุณวุฒิจะเหลือ
ไม่ถึงเก้าสิบวัน รัฐมนตรีจะไม่แต่งตั้งก็ได้
กรรมการข้าราชการตำรวจผู้ทรงคุณวุฒิ
ซึ่งได้รับแต่งตั้งแทนอยู่ในตำแหน่งได้เพียงเท่าวาระของ ผู้ซึ่งตนแทน
มาตรา
15 ในกรณีที่ตำแหน่งกรรมการข้าราชการตำรวจว่างลงและมีความจำเป็นที่จะต้อง ดำเนินการโดยรีบด่วน
ก็ให้กรรมการข้าราชการตำรวจที่เหลือดำเนินการไปได้ แต่ต้องมีกรรม การข้าราชการตำรวจพอที่จะเป็นองค์ประชุม
มาตรา
16 กรรมการข้าราชการตำรวจผู้ทรงคุณวุฒิพ้นจากตำแหน่ง เมื่อ
(1) ครบกำหนดวาระ
(2) ตาย
(3) ลาออก
(4) เป็นคนไร้ความสามารถหรือคนเสมือนไร้ความสามารถ
(5) เป็นบุคคลล้มละลาย
(6) เป็นผู้ได้รับโทษจำคุก
ตามพิพากษาของศาลถึงที่สุดให้จำคุก เว้นแต่เป็นโทษสำหรับความผิด ที่กระทำโดยประมาท
หรือความผิดลหุโทษ
(7) เป็นกรรมการข้าราชการตำรวจ
โดยตำแหน่ง หรือพ้นจากการเป็นข้าราชการตำรวจ ใน กรณีที่เป็นกรรมการข้าราชการตำรวจตาม
มาตรา 13 (2) (ก)
(8) กลับเข้ารับราชการเป็นข้าราชการซึ่งมีตำแหน่ง
หรือเงินเดือนประจำในกรณีที่เป็นกรรม การข้าราชการตำรวจตาม มาตรา
13 (2) (ข)
(9) เป็นข้าราชการการเมือง
(10) เป็นสมาชิกรัฐสภาซึ่งมาจากการเลือกตั้ง
(11) เป็นกรรมการพรรคการเมือง
หรือเจ้าหน้าที่พรรคการเมือง
ในกรณีเป็นที่สงสัยว่ากรรมการข้าราชการตำรวจ
ผู้ทรงคุณวุฒิผู้ใดพ้นจากตำแหน่งกรรมการข้าราชการตำรวจหรือไม่ ให้ ก.ตร. วินิจฉัยชี้ขาด
มาตรา
17 การประชุมของ ก.ตร. ต้องมีกรรมการข้าราชการตำรวจมาประชุมไม่น้อยกว่า กึ่งหนึ่ง
จึงเป็นองค์ประชุม
ถ้าประธานไม่มาประชุมหรือไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้
ให้รองประธานเป็นประธานในที่ประชุม ถ้า ประธานและรองประธานไม่มาประชุมหรือ
ไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้ ให้กรรมการข้าราชการตำรวจใน
ที่ประชุมเลือกกรรมการข้าราชการตำรวจคนหนึ่งที่มาประชุมเป็นประธานในที่ประชุม
ในการประชุมของ ก.ตร.
ถ้ามีการพิจารณาเรื่องเกี่ยวกับกรรมการข้าราชการตำรวจ ผู้ใด โดยเฉพาะ ผู้นั้นไม่มีสิทธิเข้าประชุม
การวินิจฉัยชี้ขาดให้ถือเสียงข้างมากกรรมการข้าราชการตำรวจคนหนึ่ง
มีเสียงหนึ่งในการ ลงคะแนน ถ้ามีคะแนนเสียงเท่ากัน ให้ประธานในที่ประชุมออกเสียงเพิ่มขึ้นอีกเสียงหนึ่งเป็นเสียง
ชี้ขาด
ก.ตร. มีอำนาจออกข้อบังคับ
ว่าด้วยการประชุมและการลงมติของ ก.ตร. และของคณะอนุกรรมการ
มาตรา
18 ในกรณีที่ ก.ตร. มีหน้าที่ตามที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัตินี้ ให้อธิบดีเป็นผู้เสนอ
เรื่องต่อ ก.ตร. แต่ทั้งนี้ไม่ตัดสิทธิกรรมการข้าราชการตำรวจคนหนึ่งคนใดที่จะเสนอ
มาตรา
19 ก.ตร. มีอำนาจแต่งตั้งอนุกรรมการให้ทำการใด ๆ แทนได้ และให้นำ มาตรา
17 มาใช้บังคับแก่การประชุมของอนุกรรมการโดยอนุโลม
มาตรา
20 ตำแหน่งข้าราชการตำรวจจะมีตำแหน่งใด อยู่ในส่วนราชการใด จำนวนเท่าใด และต้องใช้ผู้มีคุณสมบัติเฉพาะสำหรับตำแหน่งอย่างใด
ยศชั้นใด ให้เป็นไปตามที่ ก.ตร. กำหนด โดยให้คำนึงถึงลักษณะ หน้าที่และความรับผิดชอบ
ปริมาณและคุณภาพของงาน
การกำหนดตำแหน่งข้าราชการ
ตำรวจตั้งแต่ตำแหน่งรองผู้กำกับการหรือเทียบรองผู้กำกับการขึ้น ไป ต้องได้รับความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีก่อน
เว้นแต่เป็นการตัดโอนตำแหน่งจากส่วนราชการ หนึ่งไปเพิ่มในอีกส่วนราชการหนึ่ง
มาตรา
21 ตำแหน่งข้าราชการตำรวจมีดังนี้
(1) ลูกแถว
(2) ผู้บังคับหมู่
(3) รองสารวัตร
(4) สารวัตร
(5) สารวัตรใหญ่
(6) รองผู้กำกับการ
(7) ผู้กำกับการ
(8) รองผู้บังคับการ
(9) ผู้บังคับการ
(10) ผู้ช่วยผู้บัญชาการ
(11) รองผู้บัญชาการ
(12) ผู้บัญชาการ
(13) ผู้ช่วยอธิบดี
(14) รองอธิบดี
(15) อธิบดี
นอกจากตำแหน่ง ตามวรรคหนึ่ง
อาจให้มีตำแหน่งข้าราชการตำรวจที่เรียกชื่ออย่างอื่นตามที่ กำหนดในกฎกระทรวงได้
ตำแหน่งดังกล่าวจะเทียบกับตำแหน่งใดตามวรรคหนึ่ง ให้กำหนดไว้ใน กฎกระทรวงนั้นด้วย
กฎกระทรวงเช่นว่านี้ ให้ได้รับความเห็นชอบของ ก.ตร. ก่อน
มาตรา
22 การบรรจุข้าราชการตำรวจให้บรรจุดังต่อไปนี้
(1) ชั้นพลตำรวจ
(ก) พลตำรวจกองประจำการซึ่งต้องรับราชการ
ตามกฎหมายว่าด้วยรับราชการทหารให้ เป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยการนั้น
(ข) พลตำรวจสำรอง พลตำรวจสำรองพิเศษ
และพลตำรวจสมัคร ให้อธิบดีหรือผู้บังคับ บัญชาซึ่งได้รับมอบหมายจากอธิบดีบรรจุจากบุคคลซึ่งได้รับการคัดเลือก
การบรรจุต้องบรรจุไม่เกินอัตราเงินเดือน
ขั้นต่ำของชั้นนั้น ๆ เว้นแต่ผู้สำเร็จการศึกษาจาก สำนักศึกษาของกรมตำรวจ จะบรรจุสูงกว่าขั้นต่ำของชั้นนั้นก็ได้
ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่ กำหนดในกฎกระทรวง
(ค) พลตำรวจพิเศษ ให้อธิบดี
หรือผู้บังคับบัญชาซึ่งได้รับมอบหมายจากอธิบดี บรรจุจากพล ตำรวจสำรองพิเศษ
หรือพลตำรวจสมัครที่ถูกเรียกเข้ากองประจำการเป็นตำรวจตามกฎหมายว่า ด้วยการรับราชการทหาร
(2) ชั้นประทวน ให้อธิบดี
หรือผู้บังคับบัญชาซึ่งได้รับมอบหมายจากอธิบดี บรรจุจากบุคคลซึ่ง สำเร็จการศึกษาจากสำนักศึกษาของกรมตำรวจ
หรือบุคคลซึ่งได้รับการคัดเลือกหรือสอบแข่งขันได้
การบรรจุผู้สำเร็จการศึกษาจากสำนักศึกษาของกรมตำรวจ
หรือผู้ได้รับประกาศนียบัตรวิชาชีพ เป็นข้าราชการตำรวจชั้นประทวน ให้เป็นไปตามที่กำหนดในกฎกระทรวง
แต่ต้องบรรจุให้ได้รับเงิน เดือนไม่สูงกว่าอัตราเงินเดือนที่ ก.ตร. กำหนดสำหรับประกาศนียบัตรวิชาชีพนั้น
ๆ โดยคำนึง ถึงอัตราเงินเดือนตามที่คณะกรรมการข้าราชการพลเรือนกำหนดสำหรับประกาศนียบัตรวิชาชีพเดียว
กันด้วย
การบรรจุผู้ที่มิได้สำเร็จการศึกษา
จากสำนักศึกษาของกรมตำรวจหรือมิได้รับประกาศนียบัตร วิชาชีพเป็นข้าราชการตำรวจชั้นประทวน
ต้องบรรจุไม่เกินอัตราเงินเดือนขั้นต่ำของสิบตำรวจตรี
(3) ชั้นสัญญาบัตร
ให้รัฐมนตรีหรือผู้บังคับบัญชาซึ่งได้รับมอบหมายจากรัฐมนตรี
บรรจุจากบุคคล ซึ่งได้รับการคัดเลือกหรือสอบแข่งขันได้ โดยได้รับอนุมัติจาก ก.ตร.
การบรรจุผู้สำเร็จการศึกษาจากโรงเรียนนายร้อยตำรวจ
หรือผู้ได้รับปริญญา หรือประกาศนียบัตร วิชาชีพเป็นข้าราชการตำรวจชั้นสัญญาบัตรให้เป็นไปตามที่กำหนดในกฎกระทรวง
แต่ต้องบรรจุให้ได้ รับเงินเดือนไม่สูงกว่าอัตราเงินเดือนที่ ก.ตร. กำหนดสำหรับปริญญาหรือประกาศนียบัตรวิชาชีพนั้น
โดยคำนึงถึงอัตราเงินเดือนตามที่คณะกรรมการข้าราชการพลเรือนกำหนดสำหรับปริญญาหรือ
ประกาศนียบัตรวิชาชีพเป็นข้าราชการตำรวจชั้นสัญญาบัตร ต้องบรรจุไม่เกินอัตราเงินเดือนขั้นต่ำของร้อย
ตำรวจตรี
มาตรา
23 บรรจุข้าราชการตำรวจชั้นประทวนหรือชั้นสัญญาบัตรตาม มาตรา
22 ถ้าผู้ได้รับการ บรรจุได้รับเงินเดือนสูงกว่าอัตราที่กำหนดไว้ใน
มาตรา 22 นั้นอยู่แล้ว เงินเดือนส่วนที่เกินนั้นให้
เป็นเงินเพิ่มการเลื่อนฐานะ
|
|