กด Ctrl+F เพื่อค้นหาคำที่ต้องการในหน้านี้
   

  กฎหมาย.คอม มาตราที่ 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12 13 14 15 16 17 18 19 20 21 22 23 24 25 26 27 28 29 30 31 32 33 34 35 36 37 38 39 40 41 42 43 44 45 46 47 48 49 50 51 52 53 54 55 56 57 58 59 60 61 62 63 64 65  

:: พระราชบัญญัติ ระเบียบข้าราชการตำรวจ พ.ศ. 2521 มาตราที่ 2-65


:: ภูมิพลอดุลยเดช ป.ร. ให้ไว้ ณ วันที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2521 เป็นปีที่ 33 ในรัชกาลปัจจุบัน
พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มีพระราชบรมราชโองการโปรดเกล้า ฯ ให้ ประกาศว่า
โดยที่เป็นการสมควรมีกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการตำรวจ
จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้ตราพระราชบัญญัติขึ้นไว้ โดยคำแนะนำและยินยอมของสภา นิติบัญญัติแห่งชาติ ดังต่อไปนี้
มาตรา 2 พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2521 เป็นต้นไป
มาตรา 3 ในพระราชบัญญัตินี้
"ข้าราชการตำรวจ" หมายความว่า ข้าราชการซึ่งรับราชการในกรมตำรวจโดยได้รับเงิน เดือนจากเงินงบประมาณหมวดเงินเดือน และหมายความรวมถึงข้าราชการตำรวจ ซึ่งกรมตำรวจ แต่งตั้งหรือสั่งให้ไปปฏิบัติหน้าที่ราชการตำรวจโดยได้รับเงินเดือนจากผู้ว่าจ้างด้วย
"รองอธิบดี" หมายความว่า รองอธิบดีกรมตำรวจ
"อธิบดี" หมายความว่า อธิบดีกรมตำรวจ
"ก.ตร." หมายความว่า คณะกรรมการข้าราชการตำรวจ
"รัฐมนตรี" หมายความว่า รัฐมนตรีผู้รักษาการ ตามพระราชบัญญัตินี้
มาตรา 4 ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยรักษาการตามพระราชบัญญัติและให้มีอำนาจ ออกกฎกระทรวงเพื่อให้ปฏิบัติการตามพระราชบัญญัตินี้
กฎกระทรวงนั้น เมื่อประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว ให้ใช้บังคับได้
มาตรา 5 ชั้นข้าราชการตำรวจมีดังนี้
(1) ชั้นพลตำรวจ ได้แก่พลตำรวจกองประจำการ พลตำรวจสำรอง พลตำรวจสำรองพิเศษ พลตำรวจพิเศษ และพลตำรวจสมัคร
พลตำรวจกองประจำการ คือ ผู้ที่ได้รับการบรรจุเข้ารับราชการโดยถูกเรียกเข้ากองประจำ การเป็นตำรวจ ตามกฎหมายว่าด้วยการรักราชการทหาร ทั้งนี้ ไม่ว่าจะอยู่ในระหว่างรับการศึกษา อบรมในสถานศึกษาของกรมตำรวจหรือไม่ก็ตาม
พลตำรวจสำรอง คือ ผู้ที่ได้รับการบรรจุเข้ารับราชการ โดยได้รับการคัดเลือกเข้ารับการ ศึกษาอบรมในสถานศึกษาของกรมตำรวจ
พลตำรวจสำรองพิเศษ คือ ผู้ที่ได้รับการบรรจุเข้ารับราชการให้ทดลองปฏิบัติหน้าที่ราชการ
พลตำรวจพิเศษ คือ พลตำรวจสำรองพิเศษ หรือพลตำรวจสมัครที่ถูกเรียกเข้ากองประจำการ เป็นตำรวจตามกฎหมายว่าด้วยการรับราชการทหาร
(2) ชั้นประทวน ได้แก่ผู้มียศสิบตำรวจตรี สิบตำรวจโท สิบตำรวจเอก จ่าสิบตำรวจ และ นายดาบตำรวจ
(3) ชั้นสัญญาบัตร ได้แก่ผู้มียศตั้งแต่ร้อยตำรวจตรีขึ้นไป
ว่าที่ยศใดให้ถือเสมือนมียศนั้น
มาตรา 6 ให้ข้าราชการตำรวจได้รับเงินเดือนตามบัญชีท้ายพระราชบัญญัตินี้
ในวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ ให้ใช้อัตราเงินเดือนข้าราชการตำรวจ ตามบัญชีอัตราเงิน เดือนข้าราชการตำรวจหมายเลข 1 และเมื่อปรากฎว่าเงินเดือนหรือค่าจ้างทั่วไปในประเทศเพิ่ม ขึ้นหรือค่าครองชีพสูงขึ้น หรืออัตราเงินเดือนที่ใช้อยู่ไม่เหมาะสม ก็ให้มีการปรับใช้บัญชีอัตราเงิน เดือนข้าราชการตำรวจหมายเลข 2 หรือบัญชีอัตราเงินเดือนข้าราชการตำรวจหมายเลข 3 ตาม ความเหมาะสมโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาการปรับขั้นและอัตราเงินเดือนดังกล่าวให้มีผลเป็นการ ปรับขั้นและอัตราเงินเดือนข้าราชการตำรวจที่ได้รับอยู่ตามที่กำหนดไว้โดยพระราชกฤษฎีกา กฎ กระทรวง ระเบียบ และมติคณะรัฐมนตรีตามไปด้วย
นอกจากเงินเดือนที่ได้รับตามบัญชีท้ายพระราชบัญญัตินี้ ให้พลตำรวจกองประจำการมีสิทธิได้รับเงินเพิ่ม เงินสวัสดิการหรือเงินช่วยเหลือ เช่นเดียวกับที่พลทหารกองประจำการมีสิทธิได้รับแต่ไม่ มีสิทธิได้รับเงินเพิ่ม เงินเพิ่มพิเศษ เงินสวัสดิการ หรือเงินช่วยเหลือตามที่ข้าราชการตำรวจอื่นได้รับ
มาตรา 7 ข้าราชการตำรวจอาจได้รับเงินเพิ่มค่าครองชีพชั่วคราวตามภาวะเศรษฐกิจ ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดในพระราชกฤษฎีกา
ในกรณีมีเหตุที่จะต้องจัดให้มี หรือปรับปรุงเงินเพิ่มค่าครองชีพตามวรรคหนึ่งหรือปรับขั้นเงิน เดือนตาม มาตรา 6 วรรคสอง ในรัฐมนตรีรายงานไปยังคณะรัฐมนตรี เพื่อพิจารณาดำเนินการต่อไป
มาตรา 8 ข้าราชการตำรวจอาจได้รับเงินเพิ่มพิเศษรายเดือนเงินเพิ่มอื่น หรือเงินช่วยเหลือ ตามที่กำหนดโดยคณะรัฐมนตรี โดยกระทรวงการคลัง หรือโดยกระทรวงมหาดไทย ตามที่ได้ตกลง กับกระทรวงการคลัง
มาตรา 9 ข้าราชการตำรวจอาจได้รับเงินเพิ่มสำหรับตำแหน่งที่ประจำอยู่ในต่างประเทศหรือ ตำแหน่งที่มีเหตุพิเศษตามที่ ก.ตร. และกระทรวงการคลังจะได้กำหนด
มาตรา 10 ให้ถือว่าข้าราชการตำรวจเป็นข้าราชการพลเรือนตามกฎหมายว่าด้วยบำเหน็จ บำนาญข้าราชการ และให้ ก.ตร. เป็นเจ้าหน้าที่ควบคุมเกษียณอายุของข้าราชการตำรวจ
มาตรา 11 เครื่องแบบของข้าราชการตำรวจและระเบียบการแต่งให้เป็นไปตามกฎหมาย หรือระเบียบว่าด้วยการนั้น
มาตรา 12 วันเวลาทำงาน วันหยุดราชการตามประเพณี วันหยุดประจำปีและการการลาหยุด ราชการของข้าราชการตำรวจ ให้เป็นไปตามที่คณะรัฐมนตรีกำหนด
มาตรา 13 ให้มีคณะกรรมการข้าราชการตำรวจคณะหนึ่ง เรียกโดยย่อว่า ก.ตร. ประกอบ ด้วย
(1) รัฐมนตรีเป็นประธาน อธิบดีเป็นรองประธาน เลขาธิการคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน รองอธิบดี และผู้บัญชาการตำรวจตระเวนชายแดนเป็นกรรมการข้าราชการตำรวจโดยตำแหน่ง และ
(2) กรรมการข้าราชการตำรวจผู้ทรงคุณวุฒิแปดคน ซึ่งรัฐมนตรีแต่งตั้งโดยความเห็นชอบคณะ รัฐมนตรีจาก
(ก) ข้าราชการตำรวจซึ่งดำรงตำแหน่งตั้งแต่ผู้บัญชาการ หรือเทียบผู้บัญชาการขึ้นไป และ มิได้เป็นกรรมการข้าราชการตำรวจโดยตำแหน่งอยู่แล้ว สี่คน โดยในจำนวนนี้ให้มีผู้บัญชาการ ตำรวจภูธรรวมอยู่ด้วยอย่างน้อยหนึ่งคน
(ข) ผู้ซึ่งได้รับบำเหน็จบำนาญและ เคยรับราชการเป็นข้าราชการตำรวจตำแหน่งตั้งแต่ผู้ บังคับการหรือเทียบผู้บังคับการขึ้นไป มาแล้ว สี่คน
ให้ ก.ตร. แต่งตั้งข้าราชการตำรวจคนหนึ่งเป็นเลขานุการ ก.ตร.
มาตรา 14 กรรมการข้าราชการตำรวจผู้ทรงคุณวุฒิให้อยู่ในตำแหน่งคราวละสองปี และอาจได้ รับแต่งตั้งใหม่ได้
ถ้าตำแหน่งว่างลงก่อนถึงกำหนดวาระ ให้รัฐมนตรีดำเนินการแต่งตั้งกรรมการข้าราชการตำรวจ ผู้ทรงคุณวุฒิแทน เว้นแต่วาระการอยู่ในตำแหน่งของกรรมการข้าราชการตำรวจผู้ทรงคุณวุฒิจะเหลือ ไม่ถึงเก้าสิบวัน รัฐมนตรีจะไม่แต่งตั้งก็ได้
กรรมการข้าราชการตำรวจผู้ทรงคุณวุฒิ ซึ่งได้รับแต่งตั้งแทนอยู่ในตำแหน่งได้เพียงเท่าวาระของ ผู้ซึ่งตนแทน
มาตรา 15 ในกรณีที่ตำแหน่งกรรมการข้าราชการตำรวจว่างลงและมีความจำเป็นที่จะต้อง ดำเนินการโดยรีบด่วน ก็ให้กรรมการข้าราชการตำรวจที่เหลือดำเนินการไปได้ แต่ต้องมีกรรม การข้าราชการตำรวจพอที่จะเป็นองค์ประชุม
มาตรา 16 กรรมการข้าราชการตำรวจผู้ทรงคุณวุฒิพ้นจากตำแหน่ง เมื่อ
(1) ครบกำหนดวาระ
(2) ตาย
(3) ลาออก
(4) เป็นคนไร้ความสามารถหรือคนเสมือนไร้ความสามารถ
(5) เป็นบุคคลล้มละลาย
(6) เป็นผู้ได้รับโทษจำคุก ตามพิพากษาของศาลถึงที่สุดให้จำคุก เว้นแต่เป็นโทษสำหรับความผิด ที่กระทำโดยประมาท หรือความผิดลหุโทษ
(7) เป็นกรรมการข้าราชการตำรวจ โดยตำแหน่ง หรือพ้นจากการเป็นข้าราชการตำรวจ ใน กรณีที่เป็นกรรมการข้าราชการตำรวจตาม มาตรา 13 (2) (ก)
(8) กลับเข้ารับราชการเป็นข้าราชการซึ่งมีตำแหน่ง หรือเงินเดือนประจำในกรณีที่เป็นกรรม การข้าราชการตำรวจตาม มาตรา 13 (2) (ข)
(9) เป็นข้าราชการการเมือง
(10) เป็นสมาชิกรัฐสภาซึ่งมาจากการเลือกตั้ง
(11) เป็นกรรมการพรรคการเมือง หรือเจ้าหน้าที่พรรคการเมือง
ในกรณีเป็นที่สงสัยว่ากรรมการข้าราชการตำรวจ ผู้ทรงคุณวุฒิผู้ใดพ้นจากตำแหน่งกรรมการข้าราชการตำรวจหรือไม่ ให้ ก.ตร. วินิจฉัยชี้ขาด
มาตรา 17 การประชุมของ ก.ตร. ต้องมีกรรมการข้าราชการตำรวจมาประชุมไม่น้อยกว่า กึ่งหนึ่ง จึงเป็นองค์ประชุม
ถ้าประธานไม่มาประชุมหรือไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้ ให้รองประธานเป็นประธานในที่ประชุม ถ้า ประธานและรองประธานไม่มาประชุมหรือ ไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้ ให้กรรมการข้าราชการตำรวจใน ที่ประชุมเลือกกรรมการข้าราชการตำรวจคนหนึ่งที่มาประชุมเป็นประธานในที่ประชุม
ในการประชุมของ ก.ตร. ถ้ามีการพิจารณาเรื่องเกี่ยวกับกรรมการข้าราชการตำรวจ ผู้ใด โดยเฉพาะ ผู้นั้นไม่มีสิทธิเข้าประชุม
การวินิจฉัยชี้ขาดให้ถือเสียงข้างมากกรรมการข้าราชการตำรวจคนหนึ่ง มีเสียงหนึ่งในการ ลงคะแนน ถ้ามีคะแนนเสียงเท่ากัน ให้ประธานในที่ประชุมออกเสียงเพิ่มขึ้นอีกเสียงหนึ่งเป็นเสียง ชี้ขาด
ก.ตร. มีอำนาจออกข้อบังคับ ว่าด้วยการประชุมและการลงมติของ ก.ตร. และของคณะอนุกรรมการ
มาตรา 18 ในกรณีที่ ก.ตร. มีหน้าที่ตามที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัตินี้ ให้อธิบดีเป็นผู้เสนอ เรื่องต่อ ก.ตร. แต่ทั้งนี้ไม่ตัดสิทธิกรรมการข้าราชการตำรวจคนหนึ่งคนใดที่จะเสนอ
มาตรา 19 ก.ตร. มีอำนาจแต่งตั้งอนุกรรมการให้ทำการใด ๆ แทนได้ และให้นำ มาตรา 17 มาใช้บังคับแก่การประชุมของอนุกรรมการโดยอนุโลม
มาตรา 20 ตำแหน่งข้าราชการตำรวจจะมีตำแหน่งใด อยู่ในส่วนราชการใด จำนวนเท่าใด และต้องใช้ผู้มีคุณสมบัติเฉพาะสำหรับตำแหน่งอย่างใด ยศชั้นใด ให้เป็นไปตามที่ ก.ตร. กำหนด โดยให้คำนึงถึงลักษณะ หน้าที่และความรับผิดชอบ ปริมาณและคุณภาพของงาน
การกำหนดตำแหน่งข้าราชการ ตำรวจตั้งแต่ตำแหน่งรองผู้กำกับการหรือเทียบรองผู้กำกับการขึ้น ไป ต้องได้รับความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีก่อน เว้นแต่เป็นการตัดโอนตำแหน่งจากส่วนราชการ หนึ่งไปเพิ่มในอีกส่วนราชการหนึ่ง
มาตรา 21 ตำแหน่งข้าราชการตำรวจมีดังนี้
(1) ลูกแถว
(2) ผู้บังคับหมู่
(3) รองสารวัตร
(4) สารวัตร
(5) สารวัตรใหญ่
(6) รองผู้กำกับการ
(7) ผู้กำกับการ
(8) รองผู้บังคับการ
(9) ผู้บังคับการ
(10) ผู้ช่วยผู้บัญชาการ
(11) รองผู้บัญชาการ
(12) ผู้บัญชาการ
(13) ผู้ช่วยอธิบดี
(14) รองอธิบดี
(15) อธิบดี
นอกจากตำแหน่ง ตามวรรคหนึ่ง อาจให้มีตำแหน่งข้าราชการตำรวจที่เรียกชื่ออย่างอื่นตามที่ กำหนดในกฎกระทรวงได้ ตำแหน่งดังกล่าวจะเทียบกับตำแหน่งใดตามวรรคหนึ่ง ให้กำหนดไว้ใน กฎกระทรวงนั้นด้วย กฎกระทรวงเช่นว่านี้ ให้ได้รับความเห็นชอบของ ก.ตร. ก่อน
มาตรา 22 การบรรจุข้าราชการตำรวจให้บรรจุดังต่อไปนี้
(1) ชั้นพลตำรวจ
(ก) พลตำรวจกองประจำการซึ่งต้องรับราชการ ตามกฎหมายว่าด้วยรับราชการทหารให้ เป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยการนั้น
(ข) พลตำรวจสำรอง พลตำรวจสำรองพิเศษ และพลตำรวจสมัคร ให้อธิบดีหรือผู้บังคับ บัญชาซึ่งได้รับมอบหมายจากอธิบดีบรรจุจากบุคคลซึ่งได้รับการคัดเลือก
การบรรจุต้องบรรจุไม่เกินอัตราเงินเดือน ขั้นต่ำของชั้นนั้น ๆ เว้นแต่ผู้สำเร็จการศึกษาจาก สำนักศึกษาของกรมตำรวจ จะบรรจุสูงกว่าขั้นต่ำของชั้นนั้นก็ได้ ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่ กำหนดในกฎกระทรวง
(ค) พลตำรวจพิเศษ ให้อธิบดี หรือผู้บังคับบัญชาซึ่งได้รับมอบหมายจากอธิบดี บรรจุจากพล ตำรวจสำรองพิเศษ หรือพลตำรวจสมัครที่ถูกเรียกเข้ากองประจำการเป็นตำรวจตามกฎหมายว่า ด้วยการรับราชการทหาร
(2) ชั้นประทวน ให้อธิบดี หรือผู้บังคับบัญชาซึ่งได้รับมอบหมายจากอธิบดี บรรจุจากบุคคลซึ่ง สำเร็จการศึกษาจากสำนักศึกษาของกรมตำรวจ หรือบุคคลซึ่งได้รับการคัดเลือกหรือสอบแข่งขันได้
การบรรจุผู้สำเร็จการศึกษาจากสำนักศึกษาของกรมตำรวจ หรือผู้ได้รับประกาศนียบัตรวิชาชีพ เป็นข้าราชการตำรวจชั้นประทวน ให้เป็นไปตามที่กำหนดในกฎกระทรวง แต่ต้องบรรจุให้ได้รับเงิน เดือนไม่สูงกว่าอัตราเงินเดือนที่ ก.ตร. กำหนดสำหรับประกาศนียบัตรวิชาชีพนั้น ๆ โดยคำนึง ถึงอัตราเงินเดือนตามที่คณะกรรมการข้าราชการพลเรือนกำหนดสำหรับประกาศนียบัตรวิชาชีพเดียว กันด้วย
การบรรจุผู้ที่มิได้สำเร็จการศึกษา จากสำนักศึกษาของกรมตำรวจหรือมิได้รับประกาศนียบัตร วิชาชีพเป็นข้าราชการตำรวจชั้นประทวน ต้องบรรจุไม่เกินอัตราเงินเดือนขั้นต่ำของสิบตำรวจตรี
(3) ชั้นสัญญาบัตร ให้รัฐมนตรีหรือผู้บังคับบัญชาซึ่งได้รับมอบหมายจากรัฐมนตรี บรรจุจากบุคคล ซึ่งได้รับการคัดเลือกหรือสอบแข่งขันได้ โดยได้รับอนุมัติจาก ก.ตร.
การบรรจุผู้สำเร็จการศึกษาจากโรงเรียนนายร้อยตำรวจ หรือผู้ได้รับปริญญา หรือประกาศนียบัตร วิชาชีพเป็นข้าราชการตำรวจชั้นสัญญาบัตรให้เป็นไปตามที่กำหนดในกฎกระทรวง แต่ต้องบรรจุให้ได้ รับเงินเดือนไม่สูงกว่าอัตราเงินเดือนที่ ก.ตร. กำหนดสำหรับปริญญาหรือประกาศนียบัตรวิชาชีพนั้น โดยคำนึงถึงอัตราเงินเดือนตามที่คณะกรรมการข้าราชการพลเรือนกำหนดสำหรับปริญญาหรือ ประกาศนียบัตรวิชาชีพเป็นข้าราชการตำรวจชั้นสัญญาบัตร ต้องบรรจุไม่เกินอัตราเงินเดือนขั้นต่ำของร้อย ตำรวจตรี
มาตรา 23 บรรจุข้าราชการตำรวจชั้นประทวนหรือชั้นสัญญาบัตรตาม มาตรา 22 ถ้าผู้ได้รับการ บรรจุได้รับเงินเดือนสูงกว่าอัตราที่กำหนดไว้ใน มาตรา 22 นั้นอยู่แล้ว เงินเดือนส่วนที่เกินนั้นให้ เป็นเงินเพิ่มการเลื่อนฐานะ
 
มาตรา 24 ภายใต้บังคับ มาตรา 20 การแต่งตั้งให้ข้าราชการตำรวจดำรงตำแหน่ง ให้ผู้บังคับ บัญชาแต่งตั้งตามหลักเกณฑ์ดังต่อไปนี้
(1) ตำแหน่งลูกแถวหรือเทียบลูกแถว ให้อธิบดีหรือผู้บังคับบัญชาซึ่งได้รับมอบหมายจากอธิบดี แต่งตั้งจากข้าราชการตำรวจชั้นพลตำรวจ
(2) ตำแหน่งผู้บังคับหมู่หรือเทียบผู้บังคับหมู่ ให้อธิบดีหรือผู้บังคับบัญชาซึ่งได้รับมอบหมายจาก อธิบดี แต่งตั้งจากข้าราชการตำรวจชั้นประทวน แต่เฉพาะตำแหน่งผู้บังคับหมู่นั้นจะแต่งตั้งจากข้า ราชการตำรวจชั้นพลตำรวจก็ได้
(3) ตำแหน่งรองสารวัตรหรือเทียบรองสารวัตร ให้อธิบดีหรือผู้บังคับบัญชาซึ่งได้รับมอบหมาย จากอธิบดี แต่งตั้งจากข้าราชการตำรวจยศร้อยตำรวจตรีขึ้นไป แต่ไม่สูงกว่าร้อยตำรวจเอก
(4) ตำแหน่งสารวัตรหรือเทียบสารวัตร ให้อธิบดีแต่งตั้งจากข้าราชการตำรวจยศร้อยตำรวจโทขึ้นไป แต่ไม่สูงกว่าพ้นตำรวจโท
(5) ตำแหน่งสารวัตรใหญ่หรือเทียบสารวัตรใหญ่ ตำแหน่งรองผู้กำกับการหรือเทียบรองผู้กำกับ การ ให้อธิบดีแต่งตั้งจากข้าราชการตำรวจยศร้อยตำรวจเอกขึ้นไป แต่ไม่สูงกว่าพ้นตำรวจโท
(6) ตำแหน่งผู้กำกับการหรือเทียบผู้กำกับการ ให้อธิบดีแต่งตั้งจากข้าราชการตำรวจยศพัน ตำรวจตรีขึ้นไป แต่ไม่สูงกว่าพันตำรวจเอก
(7) ตำแหน่งรองผู้บังคับการหรือเทียบรองผู้บังคับการ ให้อธิบดีแต่งตั้งจากข้าราชการตำรวจ พันตำรวจโทขึ้นไป แต่ไม่สูงกว่าพันตำรวจเอกโทขึ้นไป แต่ไม่สูงกว่าพันตำรวจเอกซึ่งได้รับเงินเดือนอัตราพันตำรวจเอก (พิเศษ)
(8) ตำแหน่งผู้บังคับการ หรือเทียบผู้บังคับการให้อธิบดีพิจารณาคัดเลือกจากข้าราชการตำรวจ ยศพันตำรวจเอกขึ้นไป แต่ไม่สูงกว่าพลตำรวจตรี และเสนอไปยังคณะรัฐมนตรี เมื่อได้รับอนุมัติจาก คณะรัฐมนตรีแล้วให้อธิบดีเป็นผู้แต่งตั้ง
(9) ตำแหน่งผู้ช่วยผู้บัญชาการหรือเทียบผู้ช่วยผู้บัญชาการ ให้รัฐมนตรีพิจารณาคัดเลือกจากข้า ราชการตำรวจยศพันตำรวจเอกซึ่งได้รับเงินเดือนพันตำรวจเอก (พิเศษ) ขึ้นไป และเสนอไปยัง คณะรัฐมนตรีเมื่อได้รับอนุมัติจากคณะรัฐมนตรีแล้ว ให้นำความกราบบังคมทูลเพื่อทรงพระกรุณาโปรด เกล้า ฯ แต่งตั้ง
(10) ตำแหน่งรองผู้บัญชาการ หรือเทียบรองผู้บัญชาการตำแหน่งผู้บัญชาการหรือเทียบผู้บัญชาการ หรือตำแหน่งที่สูงกว่านั้นขึ้นไป ให้รัฐมนตรีพิจารณาคัดเลือกจากข้าราชการตำรวจยศพลตำรวจตรีขึ้น ไปและเสนอไปยังคณะรัฐมนตรี เมื่อได้รับอนุมัติจากคณะรัฐมนตรีแล้ว ให้นำความกราบบังคมทูลเพื่อ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ แต่งตั้ง
การแต่งตั้งตาม (6) และ (7) และการคัดเลือก ตาม (8) ถึง (10) ต้องได้รับอนุมัติจาก ก.ตร. ก่อน
มาตรา 25 การบรรจุบุคคลเข้ารับราชการเป็นข้าราชการตำรวจและการแต่งตั้งข้าราชการ ตำรวจให้ดำรงตำแหน่งใด ผู้ได้รับการบรรจุหรือได้รับการแต่งตั้งต้องมีคุณสมบัติเฉพาะสำหรับตำ แหน่งและยศตามที่ ก.ตร. กำหนดไว้ตาม มาตรา 20
ในกรณีที่มีเหตุผลและความจำเป็น ก.ตร. อาจอนุมัติให้บรรจุหรือแต่งตั้งข้าราชการตำรวจ ที่มีคุณสมบัติเฉพาะต่างไปจากที่กำหนดไว้ก็ได้
มาตรา 26 ถ้าตำแหน่งข้าราชการตำรวจตำแหน่งใดว่างลงและยังมิได้แต่งตั้งผู้ใดให้ดำรง ตำแหน่งนั้น หรือผู้ดำรงตำแหน่งใดไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้เป็นครั้งคราว ให้ผู้บังคับบัญชาดังต่อ ไปนี้มีอำนาจสั่งให้ข้าราชการตำรวจซึ่งเห็นสมควรรักษาการในตำแหน่งนั้นชั่วคราวได้
(1) รัฐมนตรี สำหรับตำแหน่งผู้บัญชาการ หรือเทียบผู้บัญชาการขึ้นไป
(2) อธิบดี สำหรับตำแหน่งตั้งแต่รองผู้บัญชาการ หรือเทียบรองผู้บัญชาการลงมา
(3) ผู้บังคับบัญชาซึ่งได้รับมอบหมายจากอธิบดี สำหรับตำแหน่งตั้งแต่ผู้กำกับการหรือเทียบผู้กำ กับการหรือเทียบผู้กำกับการลงมา
มาตรา 27 ในกรณีที่ไม่มีการแต่งตั้งผู้รักษาการในตำแหน่งตาม มาตรา 26 และมีผู้ดำรงตำแหน่ง รอง ให้ผู้ดำรงตำแหน่งรองรักษาราชการแทน ถ้าผู้ดำรงตำแหน่งไม่มีหรือมีแต่ไม่อาจปฏิบัติราชการ ได้ และมีผู้ดำรงตำแหน่งผู้ช่วย ให้ผู้ดำรงตำแหน่งผู้ช่วยเป็นผู้รักษาราชการแทน ถ้าผู้มีดำรงตำแหน่ง รองหรือผู้ช่วยหลายคน ให้ผู้มีอาวุโสตามที่ ก.ตร. กำหนดเป็นผู้รักษาราชการแทน ถ้าไม่มีผู้ดำรง ตำแหน่งรองหรือผู้ช่วยหรือมีแต่ไม่อาจปฏิบัติราชการได้ ให้ผู้ดำรงตำแหน่งถัดลงไปซึ่งเป็นนายตำรวจ ชั้นสัญญาบัตรผู้มีอาวุโสสูงตามที่ ก.ตร. กำหนด เป็นผู้รักษาราชการแทน
มาตรา 28 ในกรณีที่ส่วนราชการใดมีผู้ดำรงตำแหน่งรองหรือผู้ช่วย หรือมีทั้งผู้ดำรงตำแหน่งรองและผู้ช่วย หัวหน้าส่วนราชการนั้นจะมอบหมายหรือมอบอำนาจให้ผู้ดำรงตำแหน่งรองหรือผู้ช่วยปฏิบัติ ราชการแทนหัวหน้าส่วนราชการนั้นก็ได้
มาตรา 29 ให้ผู้รักษาการในตำแหน่งตาม มาตรา 26 หรือผู้รักษาราชการแทน ตาม มาตรา 27 หรือผู้ปฏิบัติราชการแทนตาม มาตรา 28 มีอำนาจหน้าที่เช่นเดียวกับผู้ดำรงตำแหน่งนั้น หรือผู้ซึ่งตน แทนหรือผู้มอบหมายหรือมอบอำนาจ แล้วแต่กรณี
ในกรณีที่มีกฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับ ประกาศ หรือคำสั่งแต่งตั้งให้ผู้ดำรงตำแหน่งใดเป็นกรรม การ หรือให้มีอำนาจหน้าที่อย่างใดให้ผู้รักษาการในตำแหน่ง ผู้รักษาราชการแทนหรือปฏิบัติราชการ แทน ทำหน้าที่กรรมการ หรือมีอำนาจและหน้าที่เช่นเดียวกับผู้ดำรงตำแหน่งนั้นในระหว่างที่รักษาการ ในตำแหน่งรักษาราชการแทน หรือปฏิบัติราชการแทนด้วย แล้วแต่กรณี
มาตรา 30 การโอนข้าราชการที่ไม่ใช่ข้าราชการตำรวจตามพระราชบัญญัตินี้ และไม่ใช่ข้า ราชการการเมือง ข้าราชการวิสามัญ หรือข้าราชการซึ่งอยู่ในระหว่างทดลองปฏิบัติหน้าที่ราชการ หรือการโอนพนักงานเทศบาลที่ไม่ใช่พนักงานเทศบาลวิสามัญ มาบรรจุเป็นข้าราชการตำรวจอาจกระทำได้ ถ้าเจ้าตัวสมัครใจ โดยกรมตำรวจทำความตกลงกับเจ้าสังกัด แล้วเสนอเรื่องไปให้ ก.ตร. พิจารณาอนุมัติ ในการนี้ให้ ก.ตร.พิจารณาโดยคำนึงถึงประโยชน์ที่ทางราชการจะได้รับ ทั้งนี้ จะบรรจุและแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งใด ชั้นยศใด และจะให้ได้รับเงินเดือนเท่าใด ให้ ก.ตร. เป็นผู้พิจารณากำหนด แต่เงินเดือนที่จะให้ได้รับต้องไม่สูงกว่าเงินเดือนเดิม
เพื่อประโยชน์ ในการนับเวลาราชการ ให้ถือเวลาราชการหรือเวลาทำงานของผู้ที่โอนมาตาม วรรคหนึ่งในขณะที่เป็นข้าราชการหรือพนักงานเทศบาลนั้น เป็นเวลาราชการของข้าราชการตำรวจ ตามพระราชบัญญัตินี้ด้วย
มาตรา 31 ข้าราชการตำรวจผู้ใดได้รับอนุมัติจากคณะรัฐมนตรีให้ออกจากราชการไปปฏิบัติ งานใด ๆ ซึ่งให้นับเวลาระหว่างนั้นสำหรับการคำนวณบำเหน็จบำนาญเหมือนเต็มเวลาราชการ ตามกฎหมายว่าด้วยบำเหน็จบำนาญข้าราชการ ถ้าผู้นั้นกลับเข้ารับราชการภายในกำหนดเวลาสี่ปี นับแต่วันออกจากราชการไปปฏิบัติงานดังกล่าว ให้ผู้มีอำนาจตาม มาตรา 22 สั่งบรรจุและแต่งตั้ง ให้ดำรงตำแหน่ง ชั้นยศ และรับเงินเดือนตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดในกฎกระทรวง
มาตรา 32 ข้าราชการตำรวจผู้ใดออกจากราชการไปแล้ว และไม่ใช่เป็นกรณีออกจากราชการ ในระหว่างทดลองปฏิบัติหน้าที่ราชการ ถ้าสมัครเข้ารับราชการและกรมตำรวจต้องการจะรับผู้นั้น เข้ารับราชการ ให้ผู้มีอำนาจตาม มาตรา 22 สั่งบรรจุและแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง ชั้นยศและรับ เงินเดือนตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดในกฎกระทรวง
มาตรา 33 ข้าราชการที่ไม่ใช่ราชการตำรวจ และไม่ใช่ข้าราชการการเมืองข้าราชการ วิสามัญ หรือข้าราชการซึ่งออกจากราชการในระหว่างทดลองปฏิบัติหน้าที่ราชการ หรือพนักงาน เทศบาลที่ไม่ใช่พนักงานเทศบาลปฏิบัติหน้าที่ราชการ หรือพนักงานเทศบาลที่ไม่ใช่พนักงานเทศบาล วิสามัญผู้ใดออกจากราชการหรือออกจากงานไปแล้ว ถ้าสมัครเข้ารับราชการเป็นข้าราชการตำรวจ และกรมตำรวจต้องการจะรับผู้นั้นเข้ารับราชการ ให้นำ มาตรา 30 มาใช้บังคับโดยอนุโลม
มาตรา 34 ผู้ได้รับบรรจุเข้ารับราชการเป็นข้าราชการตำรวจ และได้รับการแต่งตั้งให้ดำรง ตำแหน่งใด จะให้ทดลองปฏิบัติหน้าที่ราชการในตำแหน่งนั้นก็ได้ ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่ กำหนดในกฎกระทรวงในระหว่างเวลาทดลองปฏิบัติหน้าที่ราชการนั้น ถ้าผู้บังคับบัญชาเห็นว่าผู้นั้น มีความประพฤติไม่ดีหรือไม่มีความรู้หรือไม่มีความสามารถเหมาะสมที่จะปฏิบัติหน้าที่ราชการในตำแหน่ง ที่ได้รับแต่งตั้ง หรือเมื่อครบกำหนดเวลาทดลองปฏิบัติหน้าที่ราชการให้ผู้บังคับบัญชาทำรายงานผล การทดลองปฏิบัติหน้าที่ราชการของผู้นั้นเสนอตามลำดับจนถึงผู้มีอำนาจสั่งบรรจุตาม มาตรา 22
เมื่อได้รับรายงานจากผู้บังคับบัญชาตามวรรคหนึ่ง ให้ผู้มีอำนาจสั่งบรรจุตาม มาตรา 22 พิจารณา ว่า ผู้นั้นมีความประพฤติ ความรู้ และความสามารถ เหมาะสมที่จะปฏิบัติหน้าที่ราชการในตำแหน่ง ที่ได้รับแต่งตั้งหรือไม่ ถ้าเห็นว่าไม่ควรให้รับราชการต่อไปก็ให้สั่งให้ผู้นั้นออกจากราชการ ถ้าเห็น ว่าควรให้ทดลองปฏิบัติหน้าที่ราชการต่อไปอีกระยะหนึ่ง ภายในกำหนดเวลาทดลองปฏิบัติหน้าที่ ราชการตามวรรคหนึ่ง จะสั่งให้ผู้นั้นทดลองปฏิบัติหน้าที่ราชการต่อไปก็ได้ โดยให้ผู้บังคับบัญชาตาม วรรคหนึ่งและผู้มีอำนาจสั่งบรรจุตาม มาตรา 22 ดำเนินการตามมาตรานี้อีกครั้งหนึ่ง ถ้าเห็นว่า ควรให้ผู้นั้นรับราชการต่อไปได้เมื่อครบกำหนดเวลาทดลองปฏิบัติหน้าที่ราชการ ให้ผู้มีอำนาจสั่ง บรรจุตาม มาตรา 22 รายงานให้ ก.ตร. ทราบตามวิธีการที่กำหนดในกฎกระทรวง
ผู้อยู่ในระหว่างทดลองปฏิบัติหน้าที่ราชการในตำแหน่งใด ถ้าได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งอื่น ให้เริ่มทดลองปฏิบัติหน้าที่ราชการใหม่
ผู้อยู่ในระหว่างทดลอง ปฏิบัติหน้าที่ราชการซึ่งถูกสั่งให้ออกจากราชการเพราะมีความประพฤติ ไม่ดี หรือไม่มีความรู้ หรือไม่มีความสามารถเหมาะสมที่จะปฏิบัติหน้าที่ราชการในตำแหน่งที่ได้รับแต่งตั้งให้ถือเสมือนหนึ่งว่าไม่เคยเป็นข้าราชการตำรวจ แต่ทั้งนี้ ไม่กระทบกระเทือนถึงการปฏิบัติ หน้าที่ราชการ หรือการรับเงินเดือนหรือผลประโยชน์อื่นใด ที่ได้รับจากราชการในระหว่างที่ผู้นั้น ทดลองปฏิบัติหน้าที่ราชการ
มาตรา 35 การแต่งตั้งข้าราชการตำรวจไปดำรงตำแหน่งอื่น ต้องแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งที่ ไม่ต่ำกว่าตำแหน่งเดิม
การแต่งตั้งข้าราชการตำรวจให้ดำรง ตำแหน่งที่ต่ำกว่าตำแหน่งเดิมจะกระทำได้ต่อเมื่อได้รับ อนุมัติจาก ก.ตร. เป็นพิเศษเฉพาะราย
มาตรา 36 ผู้มีอำนาจตาม มาตรา 26 มีอำนาจสั่งให้ข้าราชการตำรวจประจำกรม ประจำกอง หรือประจำส่วนราชการใด แล้วแต่กรณีเป็นการชั่วคราว โดยให้พ้นจากตำแหน่งหน้าที่เดิม หรือให้ สำรองราชการส่วนราชการใด โดยให้ขาดจากอัตราเงินเดือนในตำแหน่งเดิมก็ได้ ทั้งนี้ตามหลัก เกณฑ์และวิธีการที่กำหนดในกฎกระทรวง
การให้ได้รับเงินเดือน การแต่งตั้ง การเลื่อนขั้นและอัตราเงินเดือนการรักษาวินัย และการออกจากราชการตำรวจตามวรรคหนึ่งให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดในกฎกระทรวง
มาตรา 37 การเลื่อนขั้นและอัตราเงินเดือนข้าราชการตำรวจตั้งแต่ร้อยตำรวจเอกลงมา ให้อธิบดีหรือผู้บังคับบัญชาซึ่งได้รับมอบหมายจากอธิบดีเป็นผู้พิจารณาและสั่งเลื่อน
การเลื่อนขั้นและอัตราเงินเดือนข้าราชการตำรวจ ตั้งแต่พันตำรวจตรีถึงพันตำรวจเอก เว้นแต่ พันตำรวจเอกซึ่งได้รับเงินเดือนอัตราพันตำรวจเอก (พิเศษ) ให้อธิบดีเป็นผู้พิจารณาและสั่งเลื่อน
การเลื่อนขั้นและอัตราเงินเดือนข้าราชการตำรวจ ขึ้นรับอัตราเงินเดือนพันตำรวจเอก (พิเศษ) หรือเลื่อนขั้นและอัตราเงินเดือนข้าราชการตำรวจตั้งแต่พันตำรวจเอกซึ่งได้รับเงินเดือนอัตรา พันตำรวจเอก (พิเศษ) ขึ้นไป เมื่อได้รับความเห็นชอบจาก ก.ตร.แล้ว ให้รัฐมนตรีนำเสนอ คณะ รัฐมนตรีเพื่อพิจารณาอนุมัติ
การเลื่อนขั้นและอัตราเงินเดือน ตามมาตรานี้ ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดใน กฎกระทรวง
การเลื่อนขั้นและอัตราเงินเดือน เป็นกรณีพิเศษเกินสองขั้นต้องได้รับอนุมัติจาก ก.ตร. เป็น พิเศษเฉพาะราย
มาตรา 38 ข้าราชการตำรวจผู้ใดถึงแก่ความตายเนื่องจากการปฏิบัติหน้าที่ราชการ คณะ รัฐมนตรีจะพิจารณาเลื่อนขั้นและอัตราเงินเดือนให้ผู้นั้นเป็นกรณีพิเศษเพื่อประโยชน์ในการคำนวณ บำเหน็จบำนาญก็ได้
มาตรา 39 ภายใต้บังคับบทบัญญัติอื่นแห่งพระราชบัญญัตินี้ การแต่งตั้งข้าราชการตำรวจไป ดำรงตำแหน่งอื่นที่ไม่สูงกว่าเดิม การเลื่อนขั้นและอัตราเงินเดือนการแต่งตั้งคณะกรรมการสอบ สวน และการลงโทษข้าราชการตำรวจตำแหน่งตั้งแต่สารวัตรหรือเทียบสารวัตรลงมาในราชการ บริหารส่วนภูมิภาคของกรมตำรวจ ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นผู้มีอำนาจสั่งได้
มาตรา 40 ผู้ที่จะได้รับการคัดเลือกหรือผู้ที่จะสอบแข่งขันเป็นข้าราชการตำรวจต้องมีคุณสมบัติ ทั่วไปตาม มาตรา 41 หรือแม้จะขาดคุณสมบัติตาม มาตรา 41 แต่ผู้นั้นได้รับการยกเว้นตาม มาตรา 42 และมีคุณสมบัติเฉพาะสำหรับตำแหน่งตาม มาตรา 20
มาตรา 41 ผู้ที่จะได้รับการคัดเลือกหรือผู้ที่จะสอบแข่งขัน เป็นข้าราชการตำรวจ หรือมีคุณสมบัติ ทั่วไปดังนี้
(1) มีสัญชาติไทยโดยการเกิด
(2) อายุไม่ต่ำกว่าสิบแปดปี
(3) เป็นผู้เลื่อมใสในการ ปกครองระบอบประชาธิปไตยตามรัฐธรรมนูญด้วยความบริสุทธิ์ใจ
(4) ไม่เป็นผู้ดำรงตำแหน่งข้าราชการการเมือง
(5) ไม่เป็นผู้มีการทุพพลภาพจน ไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ ไร้ความสามารถหรือจิตฟันเฟือนไม่ สมประกอบ หรือเป็นโรคตามที่กำหนดในกฎกระทรวง
(6) ไม่เป็นผู้อยู่ในระหว่างถูกสั่งให้พักราชการ หรือถูกสั่งให้ออกจากราชการไว้ก่อนตาม พระราชบัญญัตินี้หรือกฎหมายอื่น
(7) ไม่เป็นผู้บกพร่องในศีลธรรมอันดี
(8) ไม่เป็นผู้มีหนี้สินล้นพ้นตัว
(9) ไม่เคยเป็นบุคคลล้มละลาย
(10) ไม่เป็นผู้เคยต้องรับโทษจำคุกโดยคำพิพากษาถึงที่สุด ให้จำคุก เว้นแต่เป็นโทษสำหรับความผิดที่กระทำโดยประมาท หรือความผิดลหุโทษ
(11) ไม่เป็นผู้เคยถูกลงโทษให้ออก ปลดออกหรือไล่ออกจากองค์การของรัฐบาลหรือหน่วยงาน อื่นของรัฐ
(12) ไม่เป็นผู้เคยถูกลงโทษให้ออก หรือปลดออกเพราะกระทำผิดวินัยตามพระราชบัญญัตินี้หรือ กฎหมายอื่น
(13) ไม่เป็นผู้เคยถูกลงโทษไล่ออก เพราะกระทำผิดวินัยตามพระราชบัญญัตินี้หรือกฎหมายอื่น
(14) ไม่เป็นผู้เคยกระทำการทุจริตในการสอบเข้ารับราชการ
(15) ในกรณีที่เป็นชาย
(ก) ร่างกายต้องสูงไม่น้อยกว่า 158 เซนติเมตร และรอบอกต้องไม่น้อยกว่า 77 เซนติเมตร
(ข) ถ้าเป็นผู้มีภูมิลำเนาอยู่ในเขตที่ใช้กฎหมาย ว่าด้วยการรับราชการทหารต้องขึ้นบัญชี ทหารกองเกินตามกฎหมายนั้นแล้ว
ในกรณีที่เป็นหญิง ร่างกายต้องสูงไม่น้อยกว่า 150 เซนติเมตร
มาตรา 42 ผู้ที่ขาดคุณสมบัติทั่วไปตาม มาตรา 41 (7) (8) (9) (10) หรือ (14) ก.ตร. อาจพิจารณายกเว้นให้เข้ารับราชการได้ ส่วนผู้ที่ขาดคุณสมบัติทั่วไป ตาม มาตรา 41 (11) หรือ (12) ถ้าผู้นั้นได้ออกจากงานหรือออกจากราชการไปเกินสอบปีแล้ว หรือผู้ที่ขาดคุณสมบัติทั่วไป ตาม มาตรา 41 (13) ถ้าผู้นั้นได้ออกจากงานหรือออกจากราชการไปเกินสามปีแล้ว และมิใช่กรณี ทุจริตต่อหน้าที่ ก.ตร. อาจพิจารณายกเว้นให้เข้ารับราชการได้ มติ ก.ตร. ในการประชุม ปรึกษา ยกเว้นเช่นนี้ต้องเป็นเอกฉันท์การลงมติให้กระทำโดยลับ
มาตรา 43 ให้ ก.ตร. มีอำนาจออกระเบียบกำหนดหลักเกณฑ์วิธีการและเงื่อนไขเกี่ยวกับ การคัดเลือกและการสอบแข่งขันข้าราชการตำรวจ
มาตรา 44 การคัดเลือกหรือการสอบแข่งขันเพื่อบรรจุเป็นข้าราชการตำรวจให้อธิบดีหรือผู้ บังคับบัญชาซึ่งได้รับมอบหมายจากอธิบดีเป็นผู้ดำเนินการ
มาตรา 45 วินัยและการรักษาวินัยของข้าราชการตำรวจ ให้เป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยวินัยตำรวจ
มาตรา 46 ข้าราชการตำรวจออกจากราชการ เมื่อ
(1) ตาย
(2) พ้นจากราชการตามกฎหมายว่าด้วยบำเหน็จบำนาญข้าราชการ
(3) ได้รับอนุญาตให้ลาออกตาม มาตรา 49
(4) ถูกสั่งให้ออกตาม มาตรา 34 มาตรา 48 มาตรา 50 มาตรา 51 มาตรา 52 หรือ มาตรา 53
(5) ถูกสั่งลงโทษให้ออก ปลดออก หรือไล่ออกตามกฎหมายว่าด้วยวินัยตำรวจ
วันออกจากราชการตาม (4) และ (5) ให้เป็นไปตามระเบียบที่ ก.ตร. กำหนด
มาตรา 47 การออกจากราชการของข้าราชการตำรวจ เฉพาะผู้ที่ต้องรับราชการตาม กฎหมายว่าด้วยการรับราชการทหาร ให้เป็นไปตามกฎหมายนั้น
มาตรา 48 ผู้ได้รับบรรจุเข้าเป็นข้าราชการตำรวจผู้ใด หากภายหลังปรากฏว่าขาดคุณสมบัติ ทั่วไปตาม มาตรา 41 หรือขาดคุณสมบัติ เฉพาะสำหรับตำแหน่งตาม มาตรา 20 ตั้งแต่ก่อนได้รับ การบรรจุให้ผู้สั่งบรรจุตาม มาตรา 22 สั่งให้ออกจากราชการ แต่ทั้งนี้ไม่กระทบกระเทือนถึงการ ใดที่ผู้นั้นได้ปฏิบัติไปตามอำนาจหน้าที่และการรับเงินเดือนหรือผลประโยชน์อื่นใดที่รับจากทางราชการก่อนมีคำสั่งให้ออกนั้น และถ้าการเข้ารับราชการเป็นไปโดยสุจริตแล้ว ให้ถือว่าเป็นการสั่ง ให้ออกเพื่อรับบำเหน็จบำนาญเหตุทดแทนตามกฎหมายว่าด้วยบำเหน็จบำนาญข้าราชการ
มาตรา 49 ข้าราชการตำรวจผู้ใดประสงค์จะลาออกจากราชการให้ยื่นหนังสือขอลาออกต่อ ผู้บังคับบัญชาเหนือขึ้นไปชั้นหนึ่ง ถ้าเป็นข้าราชการตำรวจตำแหน่งตั้งแต่ผู้บังคับการหรือเทียบผู้บังคับการลงมา ให้อธิบดีหรือผู้บังคับบัญชาซึ่งอธิบดีมอบหมายเป็นผู้พิจารณาและสั่งอนุญาตให้ออก จากราชการ แต่ถ้าเป็นข้าราชการตำรวจตำแหน่งตั้งแต่ผู้ช่วยผู้บัญชาการหรือเทียบผู้ช่วยบัญชา การขึ้นไป ให้รัฐมนตรีเป็นผู้พิจารณาและสั่งอนุญาตให้ออกจากราชการ
ในกรณีที่ข้าราชการตำรวจขอลาออก เพื่อดำรงตำแหน่งทางการเมืองหรือเพื่อสมัครรับเลือกตั้ง ให้การลาออกมีผลตั้งแต่วันที่ผู้นั้นขอลาออก
นอกจากกรณีตามวรรคสอง ถ้าอธิบดีหรือผู้บังคับบัญชาซึ่งอธิบดีมอบหมาย หรือรัฐมนตรีแล้วแต่ กรณี เห็นว่าจำเป็นเพื่อประโยชน์แก่ราชการ จะยับยั้งการอนุญาตให้ลาออกไว้เป็นเวลาไม่เกิน สามเดือนนับแต่วันขอลาออกก็ได้
มาตรา 50 ผู้มีอำนาจตาม มาตรา 26 มีอำนาจสั่งให้ข้าราชการตำรวจออกจากราชการเพื่อ รับบำเหน็จบำนาญตามกฎหมายว่าด้วยบำเหน็จบำนาญข้าราชการได้ แต่ในการสั่งให้ออกจากราชการเพื่อรับบำเหน็จบำนาญเหตุทดแทน หรือในกฎหมายว่าด้วยวินัยตำรวจหรือกฎหมายว่าด้วย บำเหน็จบำนาญเหตุทดแทน นอกจากให้ทำได้ในกรณีที่ระบุไว้ในมาตราอื่นแห่งพระราชบัญญัตินี้ หรือในกฎหมายว่าด้วยวินัยตำรวจหรือกฎหมายว่าด้วยบำเหน็จบำนาญข้าราชการแล้ว ให้ทำได้ใน กรณีต่อไปนี้ด้วย คือ
(1) เมื่อข้าราชการตำรวจ ผู้ใดเจ็บป่วยไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ราชการของตนได้โดยสม่ำเสมอ ถ้าผู้มีอำนาจดังกล่าวเห็นสมควรให้ออกจากราชการแล้ว ให้สั่งให้ผู้นั้นออกจากราชการได้
(2) เมื่อข้าราชการตำรวจผู้ใดขาดคุณสมบัติทั่วไป ตาม มาตรา 41 (1) (4) หรือ (5) ให้ผู้มีอำนาจดังกล่าวสั่งให้ผู้นั้นออกจากราชการ
มาตรา 51 เมื่อข้าราชการตำรวจผู้ใดหย่อนความสามารถด้วยเหตุใด ในอันที่จะปฏิบัติหน้าที่ ราชการของตนหรือประพฤติตนไม่เหมาะสมกับตำแหน่งหน้าที่ราชการหรือบกพร่องในหน้าที่ด้วย เหตุใด และถ้าผู้บังคับบัญชาตั้งแต่ตำแหน่งผู้กำกับการหรือเทียบผู้กำกับการขึ้นไป เห็นว่า ถ้าให้ผู้ นั้นรับราชการต่อไปจะเป็นการเสียหายแก่ราชการ ก็ให้มีอำนาจแต่งตั้งคณะกรรมการขึ้นทำการ สอบสวนโดยไม่ชักช้า ในการสอบสวนนี้จะต้องแจ้งข้อกล่าวหาและสรุปพยานหลักฐานที่สนับสนุนข้อ กล่าวหาเท่าที่มีให้ผู้ถูกกล่าวหาทราบโดยจะระบุหรือไม่ระบุหรือไม่ระบุชื่อพยานก็ได้และต้องให้ โอกาสผู้ถูกกล่าวหาชี้แจงและนำพยานหลักฐานเข้าสืบแก้ข้อกล่าวหาด้วย เมื่อได้มีการสอบสวนแล้ว ถ้าคณะกรรมการหรือผู้สั่งแต่งตั้งคณะกรรมการพิจารณาเห็นว่าสมควรให้ออกจากราชการ ก็ให้ผู้ สั่งแต่งตั้งคณะกรรมการการเสนอเรื่องตามลำดับจนถึงผู้มีอำนาจตาม มาตรา 26 ในกรณีที่ผู้มีอำนาจ ตาม มาตรา 26 พิจารณาเห็นว่าสมควรให้ออกจากราชการ ถ้าผู้ถูกกล่าวหาเป็นข้าราชการตำรวจ ตั้งแต่ชั้นประทวนลงมา ก็ให้ผู้มีอำนาจตาม มาตรา 26 สั่งให้ผู้นั้นออกจากราชการเพื่อรับบำเหน็จ บำนาญเหตุทดแทนได้ แต่ถ้าผู้ถูกกล่าวหาเป็นข้าราชการตำรวจชั้นสัญญาบัตร ก็ให้ผู้มีอำนาจตาม มาตรา 26 ส่งเรื่องให้อนุกรรมการสามัญประจำกระทรวง ตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราช การพลเรือนพิจารณา ในกรณีที่อนุกรรมการสามัญประจำกระทรวงมีมติให้ผู้นั้นออกจากราชการ ให้ ผู้มีอำนาจตาม มาตรา 26 สั่งให้ผู้นั้นออกจากราชการ เพื่อรับบำเหน็จบำนาญเหตุทดแทนได้
มาตรา 52 เมื่อข้าราชการตำรวจผู้ใดถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรงและได้มีการ สอบสวนตามกฎหมายว่าด้วยวินัยตำรวจแล้วการสอบสวนไม่ได้ความว่ากระทำผิดที่จะถูกลงโทษให้ ออก ปลดออกหรือไล่ออก แต่มีมลทินหรือมัวหมองในกรณีที่ถูกสอบสวนนั้น ซึ่งจะให้รับราชการต่อไป อาจจะเป็นการเสียหายแก่ราชการ ก็ให้ผู้มีอำนาจตาม มาตรา 26 สั่งให้ออกจากราชการเพื่อรับ บำเหน็จบำนาญเหตุทดแทนได้ทั้งนี้ ให้นำ มาตรา 51 มาใช้บังคับโดยอนุโลม
มาตรา 53 เมื่อข้าราชการตำรวจผู้ใดต้องรับโทษจำคุกโดยคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุกใน ความผิดที่ได้กระทำโดยประมาท หรือความผิดลหุโทษ ซึ่งยังไม่ถึงกับจะต้องถูกลงโทษ ให้ออก ปลด ออก หรือไล่ออก ผู้มีอำนาจตาม มาตรา 26 จะสั่งให้ผู้นั้นออกจากราชการเพื่อรับบำเหน็จบำนาญ เหตุทดแทนก็ได้
มาตรา 54 การออกจากราชการของข้าราชการตำรวจตั้งแต่ตำแหน่งผู้ช่วยผู้บัญชาการหรือ เทียบผู้บัญชาการขึ้นไปหากเป็นกรณีตาม มาตรา 46 (1) (2) และ (3) ให้นำความกราบบังคม ทูลเพื่อทรงทราบแต่ถ้าเป็นการออกจากราชการตาม (4) และ (5) ให้นำความกราบบังคมทูลเพื่อ ทรงมีพระบรมราชโองการให้พ้นจากตำแหน่งนับแต่วันออกจากราชการ
มาตรา 55 ข้าราชการตำรวจผู้ใดถูกสั่งให้ออกจากราชการตาม มาตรา 34 มาตรา 48 มาตรา 50 มาตรา 51 มาตรา 52 หรือ มาตรา 53 ให้ผู้นั้นมีสิทธิอุทธรณ์ได้และให้นำบทบัญญัติว่าด้วยการ อุทธรณ์ตามกฎหมายว่าด้วยวินัยตำรวจมาใช้บังคับโดยอนุโลม
มาตรา 56 การร้องทุกข์ของข้าราชการตำรวจให้เป็นไป ตามกฎหมายว่าด้วยวินัยตำรวจ
มาตรา 57 ให้มีการแต่งตั้งกรรมการข้าราชการตำรวจผู้ทรงคุณ วุฒิตาม มาตรา 13 (2) ภายในเก้าสิบวันนับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ
ในระยะเริ่มแรกที่ยังมิได้มีการแต่งตั้ง กรรมการข้าราชการตำรวจผู้ทรงคุณวุฒิตาม มาตรา 13 (2) ให้ ก.ตร. ประกอบด้วยกรรมการข้าราชการตำรวจโดยตำแหน่งตาม มาตรา 13 (1) ทุกคน และมีอำนาจหน้าที่ในการปฏิบัติการตามพระราชบัญญัตินี้ไปพลางก่อน
มาตรา 58 ผู้ใดเป็นข้าราชการตำรวจที่มียศตาม พระราชบัญญัติ ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2518 อยู่ในวันก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ ให้ผู้นั้นเป็นข้าราชการตำรวจตามพระราช บัญญัตินี้ต่อไป
การปรับขั้นและอัตราเงินเดือนข้าราชการตำรวจที่มียศ ตามวรรคหนึ่งให้เข้าขั้นและอัตราเงิน เดือนตามบัญชีอัตราเงินเดือนข้าราชการตำรวจหมายเลข 1 ท้ายพระราชบัญญัตินี้ รวมทั้งการ กำหนดเงินเดือนที่จะได้รับ ให้เป็นไปตามที่คณะรัฐมนตรีกำหนด
มาตรา 59 ผู้ใดเป็นข้าราชการตำรวจที่ไม่มียศตาม พระราชบัญญัติ ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2518 อยู่ในวันก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ ให้ผู้นั้นเป็นข้าราชการตำรวจตามพระราช บัญญัตินี้ตั้งแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับโดยให้รับยศขั้นและอัตราเงินเดือนและเงินเพิ่มตามที่ ก.ตร.กำหนด
การกำหนดยศ ขั้น และอัตราเงินเดือนและเงินเพิ่มตามวรรคหนึ่งของข้าราชการตำรวจที่ไม่ มียศผู้ใด ให้กำหนดโดยเทียบระดับและอัตราเงินเดือนของข้าราชการตำรวจที่ไม่มียศผู้นั้นกับยศ และขั้นและอัตราเงินเดือนของข้าราชการตำรวจที่มียศที่เป็นอยู่ตามพระราชกฤษฎีกากำหนดอัตราเงินเดือนข้าราชการตำรวจที่มียศ พ.ศ. 2519 แล้วจึงให้ปรับขั้นและเงินเดือนตาม มาตรา 58
ความใน มาตรา 41 (15) มิให้ใช้บังคับแก่ข้าราชการตำรวจตามวรรคหนึ่ง
ให้ ก.ตร. กำหนดยศและขั้นและอัตราเงินเดือนตามวรรคหนึ่งให้แล้วเสร็จภายในสามสิบวัน นับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา และในระหว่างนั้นให้ข้าราชการตำรวจ ตามวรรคหนึ่งได้รับเงินเดือนตามที่ได้รับอยู่เดิมไปพลางก่อน
มาตรา 60 ในระหว่างที่ยังมิได้ออกกฎกระทรวงหรือระเบียบเพื่อปฏิบัติการตามพระราชบัญญัติ นี้ ให้นำกฎกระทรวง กฎ ก.พ. มติของคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน มติคณะรัฐมนตรี ข้อบังคับ ระเบียบหรือคำสั่งที่ใช้บังคับโดยอนุโลม
มาตรา 61 ในระหว่างที่ยังมิได้แก้ไขเพิ่มเติม พระราชบัญญัติ ว่าด้วยวินัยตำรวจ พุทธศักราช 2477 ให้นำบทบัญญัติในหมวด 4 หมวด 5 และหมวด 7 แห่งพระราชบัญญัติ ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2518 มาใช้บังคับแก่เรื่องวินัยและการรักษาวินัยการออกจากราชการและการ อุทธรณ์ของข้าราชการตำรวจตามพระราชบัญญัตินี้โดยอนุโลมโดยให้ถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของกฎหมาย ว่าด้วยวินัยตำรวจ ทั้งนี้ โดยให้อำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน หรือ อำนาจหน้า ที่ของผู้มีอำนาจสั่งบรรจุตาม มาตรา 44 แห่ง พระราชบัญญัติ ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2518 เป็นอำนาจหน้าที่ของ ก.ตร. หรือของผู้มีอำนาจตา มาตรา 26 แห่งพระราชบัญญัตินี้ แล้ว แต่กรณี
มาตรา 62 ข้าราชการตำรวจผู้ใดมีกรณีกระทำผิดวินัยหรือกรณีที่สมควรให้ออกราชการก่อน วันที่พระราชบัญญัตินี้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา ให้ผู้บังคับบัญชาตามพระราชบัญญัตินี้ดำเนิน การเพื่อสั่งลงโทษผู้นั้นหรือให้ผู้นั้นออกจากราชการตามกฎหมายที่ใช้อยู่ก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ ใช้บังคับ ส่วนการสอบสวนพิจารณาให้ดำเนินการตามพระราชบัญญัตินี้ เว้นแต่
(1) ในกรณีที่ได้มีการสั่งให้สอบสวน โดยถูกต้องตามกฎหมายที่ใช้อยู่ในขณะนั้นไปแล้ว ก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาและยังสอบสวนไม่เสร็จก็ให้สอบสวนตาม กฎหมายนั้นต่อไปจนกว่าจะเสร็จ
(2) ในกรณีที่ได้มีการสอบสวนพิจารณาโดยถูกต้อง ตามกฎหมายที่ใช้อยู่ในขณะนั้นเสร็จ ไปแล้วก่อนพระราชบัญญัตินี้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา ให้การสอบสวนพิจารณานั้นเป็นอันใช้ได้
มาตรา 63 ในกรณีใดที่พระราชบัญญัตินี้มิได้กำหนดไว้โดยเฉพาะ ให้นำกฎหมายในส่วนที่ เกี่ยวกับข้าราชการพลเรือนสามัญมาใช้บังคับแก่ข้าราชการตำรวจเท่าที่พอจะใช้บังคับได้
การใดที่เคยดำเนินการได้ ตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการพลเรือนที่ใช้อยู่ก่อนวันที่ ใช้บังคับพระราชบัญญัตินี้ และมิได้บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัตินี้ จะดำเนินการได้ประการใดให้เป็น ไปตามที่ ก.ตร. กำหนดโดยไม่ขัดหรือแย้งกับกฎหมาย
มาตรา 64 ภายใต้บังคับ มาตรา 58 การใดที่ได้ดำเนินการไปแล้วหรือกำลังดำเนินการอยู่ ก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา แม้การนั้นจะไม่เป็นไปตามบทบัญญัติแห่ง พระราชบัญญัติที่ถ้าการนั้นได้กระทำโดยชอบด้วยกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้ บังคับ ให้ถือว่าการนั้นชอบด้วยกฎหมาย ส่วนการใดที่ยังดำเนินการไม่แล้วเสร็จในวันที่พระราช บัญญัตินี้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาให้ดำเนินการต่อไปตามพระราชบัญญัตินี้เท่าที่จะทำได้และ ให้นำความในวรรคสองของ มาตรา 63 มาใช้บังคับโดยอนุโลม
มาตรา 65 ในกรณีที่มีกฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับ ประกาศ คำสั่ง หรือมติคณะรัฐมนตรีใด อ้างถึงหรือหมายความรวมถึงข้าราชการตำรวจในฐานะที่เป็นข้าราชการพลเรือนตามกฎหมาย ว่าด้วยระเบียบข้าราชการพลเรือน ให้ถือว่ากฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับ ประกาศ คำสั่ง หรือ มติคณะรัฐมนตรีนั้นอ้างถึงหรือหมายความรวมถึงข้าราชการตำรวจตามพระราชบัญญัตินี้ ทั้งนี้ เท่า ที่ไม่ขัดหรือแย้งกับพระราชบัญญัตินี้


:: ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ
:: พลเอก เกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ นายกรัฐมนตรี

*หมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ โดยที่การกำหนดตำแหน่ง อัตราเงินเดือน การบรรจุแต่งตั้ง การเลื่อนเงินเดือน การรักษาวินัย ตลอดจนการออกจากราชการ การร้องทุกข์ และการอุทธรณ์ของข้าราชการตำรวจมีลักษณะแตกต่างกับข้าราชการพลเรือนประเภท อื่น จึงไม่สมควรให้อยู่ภายใต้บังคับกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการพลเรือน และควรให้อยู่ ภายใต้กฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการตำรวจโดยเฉพาะ ซึ่งจะช่วยทำให้การบริหารงาน บุคคลของข้าราชการตำรวจมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น และจะเป็นผลดีแก่ราชการกรมตำรวจ จึงจำเป็น ต้องตราพระราชบัญญัตินี้ขึ้น
( ร.จ. เล่ม 95 ตอนที่ 65 หน้า 5 22 มิถุนายน 2521)
 
 
  ทั้งหมดบน website นี้สงวนลิขสิทธิ์ ตาม พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ 2537
ดำเนินงานโดย thethailaw.com ขอบคุณทุกท่านที่แวะมาเยี่ยมเยียน
Update