 |
:: พระราชบัญญัติ ระเบียบข้าราชการครู พ.ศ. 2523 มาตราที่
1-72
:: ภูมิพลอดุลยเดช ป.ร. ให้ไว้ ณ วันที่ 9 ตุลาคม พ.ศ. 2523
เป็นปีที่ 35 ในรัชกาลปัจจุบัน
พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช
มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้า ฯ ให้ประกาศว่า
โดยที่เป็นการสมควรมีกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการครู
จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้า
ฯ ให้ตราพระราชบัญญัติขึ้นไว้ โดยคำแนะนำและยินยอม ของรัฐสภา ดังต่อไปนี้
มาตรา
1 พระราชบัญญัตินี้เรียกว่า "พระราชบัญญัติ ระเบียบข้าราชการครู พ.ศ.
2523"
มาตรา
2 พระราชบัญญัติให้ใช้บังคับตั้งวันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2523 เป็นต้นไป
มาตรา
3 ในพระราชบัญญัตินี้
"ข้าราชการครู"
หมายความว่า บุคคลซึ่งได้รับบรรจุและแต่งตั้งตามพระราชบัญญัตินี้ให้ รับราชการ
โดยได้รับเงินเดือนจากเงินงบประมาณหมวดเงินเดือนในกระทรวงศึกษาธิการ
"หน่วยงานทางการศึกษา"
หมายความว่า
(1) โรงเรียน วิทยาลัย
และสถานศึกษาที่เรียกชื่อ อย่างอื่นของกระทรวงศึกษาธิการ
(2) สำนักงานศึกษาธิการกิ่งอำเภอ
สำนักงานศึกษาธิการอำเภอสำนักงาน ศึกษาธิการจังหวัด สำนักงานศึกษาธิการเขต
และหน่วยศึกษานิเทศก์
(3) สำนักงานการประถมศึกษากิ่งอำเภอ
สำนักงานการประถมศึกษาอำเภอ สำนักงานการประถมศึกษาจังหวัด และสำนักงานการประถมศึกษากรุงเทพมหานคร
"กรม" หมายความรวมถึง
ส่วนราชการที่มีฐานะเป็นกรมในกระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งมีข้าราชการครูในสังกัดด้วย
"อ.ก.ค. จังหวัด"
หมายความรวมถึง อ.ก.ค. กรุงเทพมหานครด้วย
"อธิบดี" หมายความรวมถึง
หัวหน้าส่วนราชการที่มีฐานะเป็นกรมในกระทรวงศึกษาธิการด้วย
"รัฐมนตรี"
หมายความว่า รัฐมนตรีผู้รักษาการตามพระราชบัญญัตินี้
มาตรา
4 ให้นำกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการพลเรือนในส่วนที่เกี่ยวกับ ข้าราชการพลเรือนสามัญ
มาใช้บังคับแก่ข้าราชการครูโดยอนุโลม เว้นแต่ในพระราชบัญญัตินี้จะ ได้บัญญัติไว้เป็นอย่างอื่น
ในกรณีที่นำกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการพลเรือน
มาใช้บังคับตามวรรคหนึ่ง ให้ บรรดาอำนาจและหน้าที่ของ ก.พ. เป็นอำนาจและหน้าที่ของ
ก.ค. และในกรณีใดที่กฎหมาย ว่าด้วยระเบียบข้าราชการพลเรือนกำหนดให้ ก.พ. ออกกฎ
ก.พ. หรือระเบียบ ในกรณีนั้น ให้ ก.ค. ออกกฎ ก.ค. หรือระเบียบแทน
บรรดาคำว่า "ข้าราชการพลเรือน
ที่มีอยู่ในกฎหมาย ประกาศระเบียบ และข้อบังคับ อื่นใด ให้หมายความรวมถึงข้าราชการครูด้วยเว้นแต่จะได้มีกฎหมาย
ประกาศ ระเบียบ หรือ ข้อบังคับอื่นใดบัญญัติไว้สำหรับข้าราชการครูโดยเฉพาะ
มาตรา
5 ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการรักษาการตามพระราชบัญญัตินี้
มาตรา
6 ให้มีคณะกรรมการข้าราชการครูคณะหนึ่ง เรียกโดยย่อว่า "ก.ค."
ประกอบด้วยรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการซึ่งรัฐมนตรีมอบหมายเป็น
ประธานกรรมการ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ เลขาธิการ ก.พ. เลขาธิการคุรุสภา
ผู้ทรงคุณวุฒิในหลักราชการหรือการบริหารงานบุคคลซึ่งคณะรัฐมนตรีแต่งตั้งจากผู้ซึ่งรับราชการ
หรือเคยรับราชการในตำแหน่งไม่ต่ำกว่าอธิบดีหรือตำแหน่งที่เทียบเท่ามาแล้ว และมิได้เป็น
ข้าราชการการเมือง สมาชิกรัฐสภากรรมการพรรคการเมือง หรือเจ้าหน้าที่ในพรรคการเมือง
จำนวนห้าคนโดยต้องเป็นผู้ซึ่งรับราชการอยู่ไม่น้อยกว่าสามคน และข้าราชการครู
ผู้ได้รับเลือกตั้งเป็นผู้แทนข้าราชการครู จำนวนเจ็ดคน เป็นกรรมการและเลขาธิการ
ก.ค. เป็นกรรมการและเลขานุการ
ให้ ก.ค. เรียกกรรมการคนหนึ่งเป็นของประธานกรรมการ
คุณสมบัติและสัดส่วนของผู้แทนข้าราชการครู
และวิธีการเลือกตั้งผู้แทนข้าราชการครู ตามวรรคหนึ่ง ให้เป็นไปตามที่กำหนดในกฎ
ก.ค.
มาตรา
7 ก.ค. มีอำนาจและหน้าที่ดังต่อไปนี้
(1) เสนอแนะและให้คำปรึกษาแก่รัฐมนตรีเกี่ยวกับ
นโยบายการบริหารงานบุคคล และ การจัดระบบราชการในหน่วยงานทางการศึกษา
(2) ออกกฎ ก.ค. และระเบียบเพื่อปฏิบัติการ
ตามพระราชบัญญัตินี้ กฎ ก.ค. เมื่อได้ รับอนุมัติจากคณะรัฐมนตรีและประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว
ให้ใช้บังคับได้
(3) ตีความและวินิจฉัยปัญหาที่เกิดขึ้นเนื่องจากการ
ใช้บังคับพระราชบัญญัตินี้ มติของ ก.ค. เมื่อได้รับความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีแล้ว
ให้ใช้บังคับได้
(4) ควบคุม ดูแล ตรวจสอบ
และนำชี้แจง เพื่อให้หน่วยงานทางการศึกษาและกรมปฏิบัติการตามพระราชบัญญัตินี้
ในการนี้ให้มีอำนาจเรียกเอกสารและหลักฐานจากหน่วยงานทาง การศึกษาและกรม ให้ผู้แทนหน่วยงานทางการศึกษาหรือกรม
ข้าราชการหรือบุคคลใดมาชี้แจง ข้อเท็จจริง และให้มีอำนาจออกระเบียบให้หน่วยงานทางการศึกษาและกรมรายงานเกี่ยวกับ
การสอบ การบรรจุ การแต่งตั้ง การเลื่อนขั้นเงินเดือน การดำเนินการทางวินัย
และการ ออกจากราชการ ตลอดจนรายงานเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงในลักษณะหน้าที่และความรับผิดชอบ
ของตำแหน่ง และเกี่ยวกับทะเบียนประวัติของข้าราชการครูไปยัง ก.ค.
(5) รายงานนายกรัฐมนตรี
ในกรณีที่ปรากฏว่าหน่วยงานทางการศึกษา กรม อ.ก.ค. กรม หรือ อ.ก.ค. จังหวัดใด
หรือผู้มีหน้าที่ปฏิบัติตามพระราชบัญญัตินี้ให้ปฏิบัติการตาม พระราชบัญญัตินี้
หรือปฏิบัติการโดยไม่เหมาะสม เพื่อนายกรัฐมนตรีจะได้พิจารณาและสั่งการต่อไป
(6) รักษาทะเบียนประวัติข้าราชการครู
(7) รับรองคุณวุฒิของผู้ได้รับปริญญา
หรือประกาศนียบัตรวิชาชีพเพื่อประโยชน์ในการบรรจุและแต่งตั้งข้าราชการครู และกำหนดอัตราเงินเดือนที่ควรได้รับ
ทั้งนี้ โดยคำนึงถึงอัตรา เงินเดือนตามที่คณะกรรมการข้าราชการพลเรือนกำหนดสำหรับปริญญาหรือประกาศนียบัตร
วิชาชีพเดียวกันด้วย
(8) กำหนดอัตราค่าธรรมเนียมในการปฏิบัติการตามพระราชบัญญัตินี้
(9) ปฏิบัติการอื่นตามที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัตินี้และกฎหมายอื่น
มาตรา
8 ในกรณีที่นายกรัฐมนตรีได้รับรายงานของ ก.ค. ตาม มาตรา
7 (5) ให้ นายกรัฐมนตรีพิจารณาสั่งให้หน่วยงานทางการศึกษากรม
อ.ก.ค. กรม หรือ อ.ก.ค. จังหวัด แล้วแต่กรณี ปฏิบัติการให้ถูกต้องหรือเหมาะสมต่อไป
แต่ในกรณีที่นายกรัฐมนตรีไม่เห็นด้วยกับมติ ของ ก.ค. ให้ ก.ค. รายงานต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาวินิจฉัย
เมื่อนายกรัฐมนตรีมีคำสั่งหรือคณะรัฐมนตรีมีมติประการใด
ให้ ก.ค. และหน่วยงานทาง การศึกษา กรม อ.ก.ค. กรม หรือ อ.ก.ค. จังหวัดแล้วแต่กรณี
ปฏิบัติตาม หรือสั่งแก้ไข เปลี่ยนแปลงคำสั่งหรือมติเดิมให้เป็นไปตามคำสั่งของนายกรัฐมนตรีหรือตามมติของคณะรัฐมนตรี
แล้วแต่กรณี แม้ข้าราชการครูผู้นั้นจะได้ออกจากราชการไปตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชีแล้วก็ตาม
มาตรา
9 กรรมการซึ่งคณะรัฐมนตรีแต่งตั้งและกรรมการซึ่งได้รับเลือกตั้งเป็นผู้แทนข้าราชการครู
มีวาระอยู่ในตำแหน่งคราวละสี่ปี
มาตรา
10 นอกจากการพ้นจากตำแหน่งตามวาระตาม มาตรา 9
กรมการซึ่ง คณะรัฐมนตรีแต่งตั้งและกรรมการซึ่งได้รับเลือกตั้งเป็นผู้แทนข้าราชการครูพ้นจากตำแหน่งเมื่อ
(1) ตาย
(2) ลาออก
(3) เป็นบุคคลล้มละลาย
(4) เป็นคนไร้ความสามารถหรือคนเสมือนไร้ความสามารถ
(5) ได้รับโทษจำคุกโดยคำพิพากษาถึงที่สุด
หรือคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมายให้จำคุก เว้นแต่เป็นโทษสำหรับความผิดที่ได้กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ
(6) คณะรัฐมนตรีให้ออก
สำหรับกรรมการซึ่งคณะรัฐมนตรีแต่งตั้ง
(7) พ้นจากการเป็นข้าราชการสำหรับกรรมการ
ซึ่งคณะรัฐมนตรีแต่งตั้งจากข้าราชการ
(8) พ้นจากการเป็นข้าราชการครู
สำหรับกรรมการ ซึ่งได้รับเลือกตั้งเป็นผู้แทนข้าราชการครู
ในกรณีที่กรรมการพ้นจากตำแหน่งก่อนวาระ
ให้คณะรัฐมนตรีแต่งตั้งผู้อื่นเป็นกรรมการ แทน หรือให้มีการเลือกตั้งข้าราชการครูเป็นกรรมการแทน
แล้วแต่กรณี เว้นแต่วาระการดำรง ตำแหน่งของกรรมการจะเหลือไม่ถึงเก้าสิบวัน
และให้กรรมการซึ่งได้รับการแต่งตั้งหรือ เลือกตั้งให้ดำรงตำแหน่งแทน อยู่ในตำแหน่งเท่ากับวาระที่เหลืออยู่ของกรรมการซึ่งตนแทน
มาตรา
11 ในการประชุม ก.ค. ถ้าประธานกรรมการไม่มาประชุมหรือไม่อยู่ใน ที่ประชุม ให้รองประธานกรรมการเป็นประธานในที่ประชุม
ถ้าประธานกรรมการและ รองประธานกรรมการไม่มาประชุมหรือไม่อยู่ในที่ประชุม ให้กรรมการซึ่งมาประชุมเลือก
กรรมการคนหนึ่งเป็นประธานในที่ประชุม
มาตรา
12 การประชุม ก.ค. ต้องมีกรรมการมาประชุมไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวน กรรมการทั้งหมด
จึงจะเป็นองค์ประชุม
ภายใต้บังคับ มาตรา
23 การวินิจฉัยชี้ขาดให้ถือเสียงข้างมากกรรมการคนหนึ่งให้มี
เสียงหนึ่งในการลงคะแนน ถ้าคะแนนเสียงเท่ากันให้ประธานในที่ประชุมออกเสียงเพิ่มขึ้นอีก
เสียงหนึ่งเป็นเสียงชี้ขาด
มาตรา
13 ในการประชุม ก.ค. ถ้ามีการพิจารณาเรื่องเกี่ยวกับตัวกรรมการผู้ใดโดยเฉพาะ
ผู้นั้นไม่มีสิทธิเข้าประชุม
มาตรา
14 บุคคลใดจะเป็นผู้แทนข้าราชการครูใน ก.ค.อ.ก.ค. กรม อ.ก.ค. จังหวัด คณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติ
คณะกรรมการการประถมศึกษาจังหวัด คณะกรรมการการประถมศึกษากรุงเทพมหานคร คณะกรรมการการประถมศึกษาอำเภอ
หรือ คณะกรรมการการประถมศึกษากิ่งอำเภอ ในขณะเดียวกันได้เพียงตำแหน่งเดียว
มาตรา
15 ให้มี
(1) อนุกรรมการข้าราชการครูสามัญประจำกรม
เรียกโดยย่อว่า "อ.ก.ค. กรม" โดยออกนามกรมนั้น ๆ
(2) อนุกรรมการข้าราชการครูสามัญประจำจังหวัด
เรียกโดยย่อว่า อ.ก.ค. จังหวัด" โดยออกนามจังหวัดนั้น ๆ
(3) อนุกรรมการข้าราชการครูสามัญประจำกรุงเทพมหานคร
เรียกโดยย่อว่า"อ.ก.ค. กรุงเทพมหานคร"
มาตรา
16 อ.ก.ค. กรม ประกอบด้วยอธิบดีเป็นประธานอนุกรรมการ รองอธิบดี คนหนึ่งซึ่งอธิบดีมอบหมาย
ผู้ทรงคุณวุฒิในหลักราชการหรือการบริหารงานบุคคลซึ่ง ก.ค. แต่งตั้งจากผู้ซึ่งรับราชการหรือเคยรับราชการในตำแหน่งไม่ต่ำกว่าระดับ
7 หรือตำแหน่งที่ เทียบเท่าและมิได้เป็นข้าราชการการเมือง สมาชิกรัฐสภา กรรมการพรรคการเมืองหรือ
เจ้าหน้าที่ในพรรคการเมืองจำนวนสามคน และข้าราชการครูผู้ได้รับเลือกตั้งเป็นผู้แทน
ข้าราชการครูสังกัดกรม จำนวนสามคนเป็นอนุกรรมการและผู้อำนวยการกองหรือหัวหน้ากอง
การเจ้าหน้าที่เป็นอนุกรรมการและเลขานุการ
ให้ อ.ก.ค. กรม เลือกอนุกรรมการคนหนึ่ง
เป็นรองประธานอนุกรรมการ
ในกรณีที่ยังมิได้กำหนดตำแหน่งผู้อำนวยการกอง
หรือหัวหน้ากองการเจ้าหน้าที่ หรือ กำหนดแล้วแต่ยังไม่มีผู้ดำรงตำแหน่งให้เลขานุการกรมเป็นอนุกรรมการและเลขานุการ
มาตรา
17 อ.ก.ค. จังหวัด ประกอบด้วยผู้ว่าราชการจังหวัดหรือรองผู้ว่าราชการ
จังหวัดซึ่งผู้ว่าราชการจังหวัดมอบหมายเป็นประธานอนุกรรมการ
ศึกษาธิการจังหวัด ผู้ทรงคุณวุฒิในหลักราชการหรือการบริหารงานบุคคลซึ่ง ก.ค.
แต่งตั้งจากผู้ซึ่งรับราชการหรือ เคยรับราชการในตำแหน่งไม่ต่ำกว่าระดับ 6 หรือตำแหน่งที่เทียบเท่า
และมิได้เป็นข้าราชการ การเมือง สมาชิกรัฐสภา กรรมการพรรคการเมืองหรือเจ้าหน้าที่พรรคการเมืองจำนวนสามคน
และข้าราชการครูผู้ได้รับเลือกตั้งเป็นผู้แทนข้าราชการครูสังกัดสำนักงานการประถมศึกษา
จังหวัดจำนวนสามคนเป็นอนุกรรมการ และผู้อำนวยการการประถมศึกษาจังหวัดเป็น อนุกรรมการและเลขานุการ
ให้ อ.ก.ค. จังหวัด เลือกอนุกรรมการคนหนึ่ง
เป็นรองประธานอนุกรรมการ
มาตรา
18 อ.ก.ค. กรุงเทพมหานคร ประกอบด้วยผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร
หรือรองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครซึ่งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครมอบหมาย
เป็นประธาน อนุกรรมการ รองอธิบดีกรมวิชาการหนึ่งคนซึ่งอธิบดีกรมวิชาการมอบหมาย
ผู้ทรงคุณวุฒิในหลัก ราชการหรือการบริหารงานบุคคลซึ่ง ก.ค. แต่งตั้งจากผู้ซึ่งรับราชการหรือเคยรับราชการใน
ตำแหน่งไม่ต่ำกว่าระดับ 6 หรือตำแหน่งที่เทียบเท่าและมิได้เป็นข้าราชการการเมือง
สมาชิกรัฐสภา กรรมการพรรคการเมืองหรือเจ้าหน้าที่พรรคการเมือง จำนวนสามคน และ
ข้าราชการครูผู้ใดรับเลือกตั้งเป็นผู้แทนข้าราชการครูสังกัดสำนักงานการประถมศึกษากรุงเทพมหานคร
จำนวนสามคน เป็นอนุกรรมการ และผู้อำนวยการการประถมศึกษากรุงเทพมหานครเป็น อนุกรรมการและเลขานุการ
ให้ อ.ก.ค. กรุงเทพมหานครเลือกอนุกรรมการคนหนึ่ง
เป็นรองประธานอนุกรรมการ
มาตรา
19 คุณสมบัติและวิธีการเลือกตั้งผู้แทนข้าราชการครูตาม มาตรา
16 วรรคหนึ่ง มาตรา 17
วรรคหนึ่งและ มาตรา 18 วรรคหนึ่ง
ให้เป็นไปตามที่กำหนดในกฎ ก.ค.
มาตรา
20 ให้ อ.ก.ค. กรม มีอำนาจและหน้าที่ปฏิบัติการตามพระราชบัญญัตินี้และ ตามที่
ก.ค. มอบหมาย รวมทั้งให้ความเห็นในเรื่องการบริหารงานบุคคลสำหรับข้าราชการครู
แก่อธิบดี
ให้ อ.ก.ค. จังหวัด มีอำนาจและหน้าที่ปฏิบัติการ
ตามพระราชบัญญัตินี้เฉพาะข้าราชการครูสังกัดสำนักงานการประถมศึกษาจังหวัดและตามที่
ก.ค. มอบหมาย
ให้ อ.ก.ค. กรุงเทพมหานคร
มีอำนาจและหน้าที่ปฏิบัติการเฉพาะข้าราชการครูสังกัดสำนักงานการประถมศึกษากรุงเทพมหานคร
และตามที่ ก.ค. มอบหมาย
ทั้งนี้ ให้นำ มาตรา
9 มาตรา 10 มาตรา
11 มาตรา 12
และ มาตรา 13 มาใช้บังคับ โดยอนุโลม
มาตรา
21 ก.ค. มีอำนาจตั้งอนุกรรมการวิสามัญ เรียกโดยย่อว่า อ.ก.ค.วิสามัญ เพื่อทำการใด
ๆ แทนได้
ในกรณีที่ตั้ง อ.ก.ค.
วิสามัญ เพื่อทำหน้าที่พิจารณาเรื่องการดำเนินการทางวินัย การออกจากราชการ
การร้องทุกข์หรือการอุทธรณ์ให้ตั้งจากกรรมการ ก.ค. ซึ่งคณะรัฐมนตรี แต่งตั้งอย่างน้อยสองคน
และกรรมการ ก.ค. ซึ่งเป็นผู้แทนข้าราชการครูจำนวนไม่น้อยกว่า หนึ่งในสามของจำนวนอนุกรรมการทั้งหมด
และให้นำ มาตรา 10 มาตรา
11 มาตรา 12
มาตรา 13 มาใช้บังคับโดยอนุโลม
มาตรา
22 ให้มีสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการครู โดยมีเลขาธิการ ก.ค. เป็น ผู้บังคับบัญชาข้าราชการ
และบริหารราชการของสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการครู
สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการครูมีอำนาจและหน้าที่ดังต่อไปนี้
(1) เป็นเจ้าหน้าที่เกี่ยวกับการดำเนินงานในหน้าที่ของ
ก.ค.
(2) วิเคราะห์และวิจัยเกี่ยวกับการบริหารงานบุคคลสำหรับข้าราชการครู
และการจัด ระบบราชการในหน่วยงานทางการศึกษาเพื่อเสนอ ก.ค. และผู้ซึ่งเกี่ยวข้อง
(3) ติดตามและตรวจสอบการปฏิบัติการ
ตามพระราชบัญญัติของหน่วยงานทางการศึกษา กรม อ.ก.ค. กรม และ อ.ก.ค. จังหวัดและเสนอ
ก.ค.
(4) จัดทำรายงานประจำปีเกี่ยวกับการบริหารงานบุคคล
สำหรับข้าราชการครูเสนอ ก.ค.
(5) ปฏิบัติการอื่นตามที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัตินี้
และกฎหมายอื่นและตามที่ ก.ค. มอบหมาย
มาตรา
23 ผู้ซึ่งจะเข้ารับราชการเป็นข้าราชการครูได้ต้องมีคุณสมบัติทั่วไป ดังต่อไปนี้
(1) มีสัญชาติไทย
(2) มีอายุไม่ต่ำกว่าสิบแปดปี
(3) เป็นผู้เลื่อมใสในการปกครองระบอบประชาธิปไตย
ตามรัฐธรรมนูญด้วยความบริสุทธิ์ใจ
(4) ไม่เป็นผู้ดำรงตำแหน่งข้าราชการการเมือง
(5) ไม่เป็นผู้มีกายทุพลภาพจนไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้
ไร้ความสามารถ หรือจิตฟั่นเฟือน ไม่สมประกอบ หรือเป็นโรคตามที่กำหนดในกฎ ก.ค.
(6) ไม่เป็นผู้อยู่ในระหว่างถูกสั่งให้พักราชการ
หรือถูกสั่งให้ออกจากราชการไว้ก่อนตามพระราชบัญญัตินี้หรือตามกฎหมายอื่น
(7) ไม่เป็นผู้บกพร่องในศีลธรรมอันดี
(8) ไม่เป็นผู้มีหนี้สินล้นพ้นตัว
(9) ไม่เป็นบุคคลล้มละลาย
(10) ไม่เป็นผู้เคยต้องรับโทษจำคุก
โดยคำพิพากษาถึงที่สุดหรือคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมาย ให้จำคุก เว้นแต่เป็นโทษสำหรับความผิดที่ได้กระทำโดยประมาท
หรือความผิดลหุโทษ
(11) ไม่เป็นผู้เคยถูกลงโทษให้ออก
ปลดออกหรือไล่ออกจากรัฐวิสาหกิจ
(12) ไม่เป็นผู้เคยถูกลงโทษให้ออก
หรือปลดออกเพราะกระทำผิดวินัยตาม พระราชบัญญัตินี้หรือกฎหมายอื่น
(13) ไม่เป็นผู้เคยถูกลงโทษไล่ออกเพราะกระทำผิดวินัย
ตามพระราชบัญญัติหรือกฎหมายอื่น
(14) ไม่เป็นผู้เคยกระทำการทุจริตในการสอบเข้ารับราชการ
ผู้ซึ่งขาดคุณสมบัติตาม
(7) (8) (9) (10) หรือ (14) ก.ค. อาจพิจารณายกเว้น ให้เข้ารับราชการได้ ส่วนผู้ซึ่งขาดคุณสมบัติตาม(11)
หรือ (12) ถ้าผู้นั้นได้ออกจากงานหรือ ออกจากราชการไปเกินสองปีแล้ว หรือผู้ซึ่งขาดคุณสมบัติตาม
(13) ถ้าผู้นั้นได้ออกจากงานหรือ ออกจากราชการไปเกินสามปีแล้ว แล้วมิใช่เป็นกรณีออกจากงานหรือออกจากราชการเพราะ
กระทำผิดในกรณีทุจริตต่อหน้าที่ ก.ค. อาจพิจารณายกเว้นให้เข้ารับราชการได้
การลงมติให้ กระทำโดยลับ และมติของ ก.ค. ในการยกเว้นนี้ต้องเป็นเอกฉันท์
|
|