กด Ctrl+F เพื่อค้นหาคำที่ต้องการในหน้านี้
   

    มาตราที่ 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 10/1 10/2 10/3 11 12 13 14 15 15ทวิ 16 17 18 19 20 21 22 23 23/1 24 24/1 25 26 27 28 29 29ทวิ 29ตรี 30 31 32 33 34 35 35/1 35/2 35/3 36 37 38 39 40 41 42 42ทวิ 43 43ทวิ 44 45 46 47 48 49 50 51 51/1 52 53 53/1 53/2 53/3 54 55 56 57 57ทวิ 57ตรี 57จัตวา 57เบญจ 57ฉ 58 58/1 59 60 61 62 62/1 63 63/1 63/2 64 65 66 66/1 66/2 66/3 66/4 66/5 67 67ทวิ 68 69 70 71 72
   
:: พ.ร.บ. รถยนต์ พ.ศ.2522 มาตราที่ 1-72

:: พระราชบัญญัติ รถยนต์ พ.ศ.2522 ภูมิพลอดุลยเดช ป.ร. ให้ไว้ ณ วันที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2522 เป็นปีที่ 34 ในรัชกาลปัจจุบัน
มาตรา 1 พระราชบัญญัตินี้เรียกว่า "พระราชบัญญัติ รถยนต์ พ.ศ. 2522"
มาตรา 2 พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2522 เป็นต้นไป
มาตรา 3 ให้ยกเลิก
(1) พระราชบัญญัติรถยนต์ พุทธศักราช 2473
(2) พระราชบัญญัติรถยนต์แก้ไขเพิ่มเติม พุทธศักราช 2474
(3) พระราชบัญญัติรถยนต์แก้ไขเพิ่มเติม พุทธศักราช 2475
(4) พระราชบัญญัติรถยนต์แก้ไขเพิ่มเติม พุทธศักราช 2477
(5) พระราชบัญญัติรถยนต์แก้ไขเพิ่มเติม พุทธศักราช 2477 (ฉบับที่ 2)
(6) พระราชบัญญัติรถยนต์แก้ไขเพิ่มเติม พุทธศักราช 2478
(7) พระราชบัญญัติรถยนต์ (ฉบับที่ 7) พุทธศักราช 2479
(8) พระราชบัญญัติรถยนต์ (ฉบับที่ 8) พุทธศักราช 2481
(9) พระราชบัญญัติรถยนต์ (ฉบับที่ 9) พุทธศักราช 2481
(10) พระราชบัญญัติรถยนต์ (ฉบับที่ 10) พุทธศักราช 2484
(11) พระราชบัญญัติรถยนต์ (ฉบับที่ 11) พุทธศักราช 2484
(12) พระราชบัญญัติรถยนต์ (ฉบับที่ 12) พุทธศักราช 2494
(13) พระราชบัญญัติรถยนต์ (ฉบับที่ 13) พุทธศักราช 2502
(14) พระราชบัญญัติรถยนต์ (ฉบับที่ 14) พุทธศักราช 2503
(15) พระราชบัญญัติรถยนต์ (ฉบับที่ 15) พุทธศักราช 2506
(16) พระราชบัญญัติรถยนต์ (ฉบับที่ 16) พุทธศักราช 2512
(17) พระราชบัญญัติรถยนต์ ฉบับที่ 20 ลงวันที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2514
(18) พระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติรถยนต์ พุทธศักราช 2473 พ.ศ. 2516
(19) พระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติรถยนต์ พุทธศักราช 2473 (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2516
(20) พระราชบัญญัติรถยนต์ (ฉบับที่ 17) พ.ศ. 2517
บรรดากฎหมาย กฎ ข้อบังคับอื่นในส่วนที่มีบัญญัติไว้แล้วในพระราชบัญญัตินี้ หรือซึ่งขัดหรือ แย้งกับบทแห่งพระราชบัญญัตินี้ ให้ใช้พระราชบัญญัตินี้แทน
มาตรา 4 ในพระราชบัญญัตินี้
"รถ" หมายความว่า รถยนต์ รถจักรยานยนต์ รถพ่วง รถบดถนน รถแทรกเตอร์ และรถอื่น ตามที่กำหนดในกฎกระทรวง
"รถยนต์" หมายความว่า รถยนต์สาธารณะ รถยนต์บริการและรถยนต์ส่วนบุคคล
"รถยนต์สาธารณะ" หมายความว่า
(1) รถยนต์รับจ้างระหว่างจังหวัด ซึ่งได้แก่รถยนต์รับจ้างบรรทุกคนโดยสารไม่เกินเจ็ดคน ที่ใช้รับจ้างระหว่างจังหวัดโดยรับส่งคนโดยสารได้เฉพาะที่นายทะเบียนกำหนด
(2) รถยนต์รับจ้าง ซึ่งได้แก่รถยนต์รับจ้างบรรทุกคนโดยสารไม่เกินเจ็ดคน หรือรถยนต์ สาธารณะอื่นนอกจากรถยนต์โดยสารประจำทาง
"รถยนต์บริการ" หมายความว่า รถยนต์บรรทุกคนโดยสารหรือให้เช่าซึ่งบรรทุกคนโดยสาร ไม่เกินเจ็ดคน ดังต่อไปนี้
(1) รถยนต์บริการธุรกิจ ซึ่งได้แก่รถยนต์ที่ใช้บรรทุกคนโดยสารระหว่างท่าอากาศยาน ท่าเรือเดินทะเล สถานีขนส่งหรือสถานีรถไฟกับโรงแรมที่พักอาศัยที่ทำการของผู้โดยสารหรือ ที่ทำการของผู้บริการธุรกิจนั้น
(2) รถยนต์บริการทัศนาจร ซึ่งได้แก่รถยนต์ที่ผู้ประกอบธุรกิจเกี่ยวกับการท่องเที่ยวใช้รับส่ง คนโดยสารเพื่อการท่องเที่ยว
(3) รถยนต์บริการให้เช่า ซึ่งได้แก่รถยนต์ที่จัดไว้ให้เช่าซึ่งมิใช่เป็นการเช่าเพื่อนำไปรับจ้าง บรรทุกคนโดยสารหรือสิ่งของ
"รถยนต์ส่วนบุคคล" หมายความว่า
(1) รถยนต์นั่งส่วนบุคคลไม่เกินเจ็ดคน
(2) รถยนต์นั่งส่วนบุคคลเกินเจ็ดคนแต่ไม่เกินสิบสองคน และรถยนต์บรรทุกส่วนบุคคลที่มีน้ำหนักไม่เกินหนึ่งพันหกร้อยกิโลกรัม ซึ่งมิได้ใช้ประกอบการขนส่งเพื่อสินจ้างตามกฎหมายว่าด้วยการขนส่งทางบก
"รถจักรยานยนต์" หมายความว่า รถที่เดินด้วยกำลังเครื่องยนต์หรือกำลังไฟฟ้าและมีล้อไม่ เกินสองล้อ ถ้ามีพ่วงข้างมีล้อเพิ่มอีกไม่เกินหนึ่งล้อ และให้หมายความรวมถึงรถจักรยานที่ติด เครื่องยนต์ด้วย
"รถจักรยานยนต์ส่วนบุคคล" หมายความว่า รถจักรยานยนต์ที่มิได้ใช้รับจ้างบรรทุกคนโดยสาร
"รถจักรยานยนต์สารธารณะ" หมายความว่า รถจักรยานยนต์ที่ใช้รับจ้างบรรทุกคน โดยสารแต่ไม่หมายรวมถึงรถจักรยานยนต์ที่มีพ่วงข้างและรถจักรยานที่ติดเครื่องยนต์
"รถพ่วง" หมายความว่า รถที่เคลื่อนที่ไปโดยใช้รถอื่นลากจูง
"รถบดถนน" หมายความว่า รถที่ใช้ในการบดอัดวัสดุบนพื้นให้แน่น และมีเครื่องยนต์ ขับเคลื่อนในตัวเอง หรือใช้รถอื่นลากจูง
"รถแทรกเตอร์" หมายความว่า รถที่มีล้อหรือสายพาน และมีเครื่องยนต์ขับเคลื่อนในตัวเอง เป็นเครื่องจักรกลขั้นพื้นฐานในงานที่เกี่ยวกับการขุด ตัก ดัน หรือฉุดลาก เป็นต้น หรือรถยนต์ สำหรับลากจูงซึ่งมิได้ใช้ประกอบการขนส่งส่วนบุคคลตามกฎหมายว่าด้วยการขนส่งทางบก
"เจ้าของรถ" หมายความรวมถึงผู้มีรถไว้ในครอบครองด้วย
"ผู้ตรวจการ" หมายความว่า ข้าราชการสังกัดกรมการขนส่งทางบก ซึ่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมแต่งตั้งให้เป็นผู้ตรวจการตามพระราชบัญญัตินี้
"นายทะเบียน" หมายความว่า ข้าราชการซึ่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมแต่งตั้งให้ เป็นนายทะเบียน
"อธิบดี" หมายความว่า อธิบดีกรมการขนส่งทางบก"
"รัฐมนตรี" หมายความว่า รัฐมนตรีผู้รักษาการตามพระราชบัญญัตินี้
หมายเหตุ :- มาตรา 4 บทนิยามคำว่า "นายทะเบียน" และคำว่า "อธิบดี" แก้ไขโดยพรบ.รถยนต์ (ฉบับที่ 7) พ.ศ.2530
มาตรา 4 บทนิยามคำว่า "รถยนต์ส่วนบุคคล" แก้ไขโดยพรบ.รถยนต์ (ฉบับที่ 10) พ.ศ.2542
มาตรา 4 บทนิยามคำว่า "ผู้ตรวจการ"เพิ่มเติมโดยพรบ.รถยนต์ (ฉบับที่ 10) พ.ศ.2542
มาตรา 4 บทนิยามคำว่า "รถจักรยานยนต์ส่วนบุคคล" และคำว่า "รถจักรยานยนต์สาธารณะ" เพิ่มเติมโดยพรบ.รถยนต์ (ฉบับที่ 13) พ.ศ.2547
 
    มาตรา 5 ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมรักษาการตามพระราชบัญญัตินี้ และให้มีอำนาจแต่งตั้งนายทะเบียนและผู้ตรวจการ กับออกกฎกระทรวงกำหนดในเรื่องดังต่อไปนี้
(1) ลักษณะ ขนาด หรือกำลังของเครื่องยนต์และของรถที่จะรับจดทะเบียนเป็นรถประเภทต่างๆ เงื่อนไขการเปลี่ยนแปลง ลักษณะ ขนาด หรือกำลังของเครื่องยนต์ และของรถสำหรับรถประเภทดังกล่าว และการแก้ไขเพิ่มเติมทะเบียนรถและใบคู่มือจดทะเบียนที่ได้เปลี่ยนแปลงแล้ว
(2) เครื่องอุปกรณ์สำหรับรถและการใช้เครื่องอุปกรณ์ดังกล่าว เช่น โคม เครื่องมองหลัง แตร เครื่องระงับเสียง ท่อไอเสีย เครื่องสัญญาณไฟ เครื่องปัดน้ำฝนและเครื่องอุปกรณ์อื่นจำเป็น
(3) เครื่องสื่อสาร และการใช้เครื่องสื่อสารระหว่างรถกับศูนย์บริการหรือสถานที่อื่น
(4) แผ่นป้ายทะเบียนรถ เครื่องหมายประเภทรถและเครื่องหมายอื่น รวมทั้งวิธีแสดงแผ่นป้ายและเครื่องหมายดังกล่าว
(5) สีและเครื่องหมายสำหรับรถยนต์สาธารณะ
(6) น้ำหนักบรรทุกอย่างมาก และจำนวนคนโดยสารอย่างมาก สำหรับรถยนต์ส่วนบุคคลและรถยนต์สาธารณะ
(7) เงื่อนไขในการใช้ล้อยางตัน
(8) ประเภท ขนาด และน้ำหนักของรถที่จะไม่ให้เดินบนทางที่มิใช่ทางหลวง
(9) เงื่อนไขในการใช้รถที่มีล้ออย่างอื่น นอกจากล้อยางเดินบนทางที่มิใช่ทางหลวง
(10) ประเภทรถที่ต้องกำหนดอายุการใช้ในเขตที่กำหนด
(11) ประเภทรถที่ห้ามใช้เดินในเขตที่กำหนด
(12) การงดรับจดทะเบียนรถประัเภทใดประเภทหนึ่งในเขตที่กำหนด
(13) จำนวนรถยนต์รับจ้างระหว่างจังหวัด จังหวัดต้นทางและจังหวัดปลายทางสำหรับรถดังกล่าว
(14) อัตราค่าจ้างบรรทุกคนโดยสารหรือค่าบริการอื่น สำหรับรถยนต์สาธารณะและรถจักรยานยนต์สาธารณะ
(15) เครื่องแต่กาย เครื่องหมาย ประวัติคนขับ บัตรประจำตัวคนขับรถ และการแสดงบัตรประจำตัวคนขับรถยนต์สาธารณะ รถยนต์บริการธุรกิจ รถยนต์บริการทัศนาจร และรถจักรยานยนต์สาธารณะ
(15/1) ข้อกำหนดว่าด้วยความปลอดภัยในการรับจ้างบรรทุกคนโดยสาร
(16) หลักสูตรและอุปกรณ์การสอน และการฝึกหัดขับรถของโรงเรียนฝึกหัดขับรถ
(17) ค่าธรรมเนียมไม่เกินอัตราท้ายพระราชบัญญัตินี้
(18) กิจการอื่นเพื่อปฏิบัติการตามพระราชบัญญัตินี้
ในส่วนที่เกี่ยวกับการจัดสรรเงินตาม มาตรา 41 ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย รักษาการตามพระราชบัญญัตินี้ และให้มีอำนาจออกกฎกระทรวงเพื่อปฏิบัติการตามพระราชบัญญัตินี้ ด้วย
กฎกระทรวงนั้นเมื่อได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว ให้ใช้บังคับใช้
หมายเหตุ :- มาตรา 5วรรคหนึ่ง แก้ไขโดยพรบ.รถยนต์ (ฉบับที่ 10) พ.ศ.2542
มาตรา 5 (14) และ (15) แก้ไขโดยพรบ.รถยนต์ (ฉบับที่ 13) พ.ศ.2547
มาตรา 5 (15/1) เพิ่มเติมโดยพรบ.รถยนต์ (ฉบับที่ 13) พ.ศ.2547
มาตรา 6 ห้ามมิให้ผู้ใดใช้รถที่ยังมิได้จดทะเบียน
ห้ามมิให้ผู้ใดใช้รถที่จดทะเบียนแล้ว แต่ยังมิได้เสียภาษีประจำปีสำหรับนั้นให้ครบถ้วน ถูกต้องภายในเวลาที่กำหนด
ความในวรรคหนึ่งมิให้บังคับแก่รถที่นำเข้ามาเพื่อใช้ในราชอาณาจักรชั่วคราวโดยที่ ผู้นำเข้ามาเพื่อใช้ในราชอาณาจักรชั่วคราวโดยที่ผู้นำเข้าไม่มีภูมิลำเนาหรือถิ่นที่อยู่ใน ราชอาณาจักร แต่ต้องปฏิบัติตามข้อตกลงที่รัฐบาลไทยทำไว้กับรัฐบาลของประเทศที่ผู้นำเข้า มีสัญชาติ
หมายเหตุ :- มาตรา 6 แก้ไขโดยพรบ.รถยนต์ (ฉบับที่ 4) พ.ศ.2527
มาตรา 7 รถที่จะขอจดทะเบียนได้ต้อง
(1) เป็นรถที่มีส่วนควบและมีเครื่องอุปกรณ์สำหรับรถครบถ้วนถูกต้องตามที่กำหนดใน กฎกระทรวง และ
(2) ผ่านการตรวจสภาพรถ จากนายทะเบียน หรือจากสถานตรวจสภาพที่ได้รับอนุญาตตามกฎหมาย ว่าด้วยการขนส่งทางบก ในเวลาที่ขอจดทะเบียนแล้ว
ในกรณีที่ขอจดทะเบียนเป็นรถยนต์สาธารณะ รถยนต์บริการธุรกิจ หรือรถยนต์บริการทัศนาจร รถนั้นต้องมีลักษณะ ขนาด หรือกำลังของเครื่องยนต์และของรถตามที่กำหนดในกฎกระทรวง และ ผู้ขอจดทะเบียนต้องแจ้งสถานที่เก็บรถยนต์สาธารณะ หรือรถยนต์บริการซึ่งมีลักษณะตามที่กำหนด ในกฎกระทรวงด้วย
หมายเหตุ :- มาตรา 7 (2) แก้ไขโดยพรบ.รถยนต์ (ฉบับที่ 7) พ.ศ.2530
มาตรา 8 รถดังต่อไปนี้ให้ได้รับยกเว้นไม่ต้องจดทะเบียน
(1) รถสำหรับเฉพาะพระองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
(2) รถของกรมตำรวจที่จดทะเบียนและมีเครื่องหมาย ตามระเบียบที่อธิบดีกรมตำรวจกำหนด
(3) รถของสำนักพระราชวังที่จดทะเบียนและมีเครื่องหมายตามระเบียบที่เลขาธิการ พระราชวังกำหนด
(4) รถที่เจ้าของแจ้งการไม่ใช้รถตาม มาตรา 34
(5) รถที่ผู้ผลิตหรือประกอบเพื่อจำหน่ายหรือที่ผู้นำเข้าเพื่อจำหน่าย ผลิต ประกอบหรือนำเข้า และยังมิได้จำหน่ายให้แก่ผู้อื่น
หมายเหตุ :- มาตรา 8 (2) แก้ไขโดยพรบ.รถยนต์ (ฉบับที่ 7) พ.ศ.2530
มาตรา 9 รถดังต่อไปนี้ให้ได้รับยกเว้นไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียม เว้นแต่ ค่าธรรมเนียมแผ่นป้ายทะเบียนรถ
(1) รถดับเพลิง
(2) รถพยาบาลที่มิใช่เป็นรถสำหรับรับจ้าง
(3) รถของกระทรวง ทบวง กรม เทศบาล องค์การบริหารส่วนจังหวัด สุขาภิบาล กรุงเทพมหานคร เมืองพัทยา และราชการส่วนท้องถิ่นที่เรียกชื่ออย่างอื่น ทั้งนี้เฉพาะรถที่ มิได้ใช้ในทางการค้าหรือหากำไร
(4) รถบดถนนของรัฐวิสาหกิจ
(5) รถแทรกเตอร์ของรัฐวิสาหกิจ
(6) รถของสภากาชาดไทย
(7) รถของบุคคลในคณะผู้แทนทางการทูต คณะผู้แทนทางกงสุล องค์การระหว่าง ประเทศ หรือทบวงการชำนัญพิเศษแห่งสหประชาชาติซึ่งประจำอยู่ในประเทศไทย
(8) รถใช้งานเกษตรกรรมตามลักษณะและเงื่อนไขที่กำหนดในกฎกระทรวง
หมายเหตุ :- มาตรา 9 แก้ไขโดยพรบ.รถยนต์ (ฉบับที่ 4) พ.ศ.2527
มาตรา 10 ผู้ใดประสงค์จะขอจดทะเบียนรถ ให้ยื่นคำขอต่อนายทะเบียนแห่งท้องที่ที่ ตนมีภูมิลำเนา เว้นแต่เจ้าของรถมีความประสงค์จะนำรถไปใช้ในท้องถิ่นอื่น ให้ยื่นคำขอต่อ นายทะเบียนท้องถิ่นนั้นได้
ในกรณีที่ผู้ขอเป็นคนต่างด้าวและไม่มีภูมิลำเนาในราชอาณาจักรให้ยื่นคำขอต่อ นายทะเบียนแห่งท้องที่ที่ตนมีถิ่นที่อยู่
การขอจดทะเบียนและการออกใบคู่มือจดทะเบียนรถให้เป็นไปตามระเบียบที่อธิบดี กำหนด
หมายเหตุ :- มาตรา 10 แก้ไขโดยพรบ.รถยนต์ (ฉบับที่ 3) พ.ศ.2525
มาตรา 10/1 ให้อธิบดีนำหมายเลขทะเบียนซึ่งเป็นที่ต้องการหรือเป็นที่นิยม ตามที่กำหนดในกฎกระทรวงออกเปิดประมูลเป็นการทั่วไป และให้ถือว่าราคาสูงสุดที่มีผู้เสนอเป็นอัตราค่าธรรมเนียมพิเศษสำหรับการใช้หมายเลขทะเบียนนั้น
การเปิดประมูลและการจดทะเบียนรถตามหมายเลขทะเบียนดังกล่าว ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ ระยะเวลา และเงื่อนไขที่อธิบดีประกาศกำหนด
เงินค่าธรรมเนียมพิเศษที่ได้จากการประมูลตามมาตรานี้ ให้นำเข้ากองทุนตาม มาตรา 10/2
หมายเหตุ :- มาตรา 10/1 เพิ่มเติมโดยพรบ.รถยนต์ (ฉบับที่ 12) พ.ศ.2546
มาตรา 10/2 ให้จัดตั้งกองทุนขึ้นกองทุนหนึ่งในกรมการขนส่งทางบก เรียกว่า "กองทุนเพื่อความปลอดภัยในการใช้รถใช้ถนน" โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นทุนสนับสนุน และส่งเสริมด้านความปลอดภัยในด้านการใช้รถใช้ถนน และให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยอันเกิดจากการใช้รถใช้ถนน ประกอบด้วย
(1) เงินค่าธรรมเนียมพิเศษที่ได้จากการประมูลตาม มาตรา 10/1
(2) เงินหรือทรัพย์สินที่มีผู้มอบให้เพื่อสมทบกองทุน
(3) ดอกผลและรายได้จากกองทุน
(4) เงินและทรัพย์สินอื่นที่ตกเป็นของกองทุน
ให้มีคณะกรรมการกองทุนเพื่อความปลอดภัยในการใช้รถใช้ถนน ประกอบด้วย ปลัดกระทรวงคมนาคมเป็นประธานกรรมการ ผู้แทนกระทรวงมหาดไทย ผู้แทนกระทรวงสาธารณสุข ผู้แทนสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ผู้แทนกรมบัญชีกลาง ผู้แทนสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร และผู้ทรงคุณวุฒิที่คณะรัฐมนตรีแต่งตั้งจำนวนสองคนเป็นกรรมการและอธิบดีกรมการขนส่งทางบกเป็นกรรมการและเลขานุการ เพื่อทำหน้าที่บริหารกองทุนให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของกองทุน
การดำรงตำแหน่งและการปฏิบัติหน้าที่กรรมการ การบริหารกองทุนและการใช้จ่ายเงินกองทุนให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่กำหนดในกฎกระทรวง
ให้คณะกรรมการกองทุนเพื่อความปลอดภัย ในการใช้รถใช้ถนนเสนองบแสดงฐานะทางการเงินภายในหนึ่งร้อยยี่สิบวันนับแต่วันสิ้นปีบัญชีต่อสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน เพื่อให้สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินเป็นผู้สอบบัญชี และประเมินผลการใช้จ่ายเงินและทรัพย์สินของกองทุน โดยให้แสดงความคิดเห็นเป็นข้อวิเคราะห์ว่าการใช้จ่ายดังกล่าวเป็นไปตามวัตถุประสงค์และได้ผลตามเป้าหมายเพียงใด และเมื่อสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินได้ตรวจสอบรับรองงบการเงินแล้ว ให้ทำบันทึกรายงานผลเสนอคณะรัฐมนตรีและรัฐสภา และประกาศในราชกิจจานุเบกษา
หมายเหตุ :- มาตรา 10/2 เพิ่มเติมโดยพรบ.รถยนต์ (ฉบับที่ 12) พ.ศ.2546
มาตรา 10/3 ให้นายทะเบียนมีอำนาจขออนุญาต ให้เจ้าของรถนำหมายเลขทะเบียนที่ออกให้สำหรับรถคันหนึ่งมาใช้กับรถอีกคันหนึ่ง หรือนำหมายเลขทะเบียนที่ยังไม่เคยออกให้สำหรับรถคันใดมาใช้กับรถที่จดทะเบียนแล้วได้ ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่อธิบดีประกาศกำหนด
หมายเหตุ :- มาตรา 10/3 เพิ่มเติมโดยพรบ.รถยนต์ (ฉบับที่ 12) พ.ศ.2546
มาตรา 11 รถที่จดทะเบียนแล้ว ต้องมีและแสดงแผ่นป้ายและเครื่องหมายครบถ้วนถูกต้อง ตามที่กำหนดในกฎกระทรวง
มาตรา 12 รถใดที่จดทะเบียนแล้ว หากปรากฏในภายหลังว่ารถนั้นมีส่วนควบหรือเครื่องอุปกรณ์ สำหรับรถไม่ครบถ้วนถูกต้องตามที่กำหนดในกฎกระทรวง หรือเพิ่มสิ่งใดสิ่งหนึ่งเข้าไปซึ่งอาจก่อให้เกิด อันตรายแก่ร่างกายหรือจิตใจของผู้อื่น ห้ามมิให้ผู้ใดใช้รถนั้นจนกว่าจะจัดให้มีครบถ้วนถูกต้องหรือ เอาออกแล้ว
ในกรณีที่นายทะเบียนเห็นว่าเจ้าของรถไม่อาจจัดให้มีครบถ้วนถูกต้องหรือเอาออกได้ ให้ นายทะเบียนสั่งเพิกถอนการจดทะเบียนรถนั้น
เจ้าของรถมีสิทธิอุทธรณ์เป็นหนังสือต่ออธิบดีได้ภายในสิบห้าวันนับแต่วันทราบคำสั่งของ นายทะเบียน
คำวินิจฉัยของอธิบดีให้เป็นที่สุด
มาตรา 13 รถใดที่จดทะเบียนแล้ว หากมีการเปลี่ยนแปลงสีของรถให้ผิดไปจากที่จดทะเบียนไว้ เจ้าของรถต้องแจ้งนายทะเบียนภายในเจ็ดวันนับแต่วันเปลี่ยนแปลง
การแจ้งตามวรรคหนึ่ง ให้เป็นไปตามระเบียบที่อธิบดีกำหนด
มาตรา 14 รถใดที่จดทะเบียนแล้ว ห้ามมิให้ผู้ใดเปลี่ยนแปลงตัวรถหรือส่วนใดส่วนหนึ่งของรถ ให้ผิดไปจากรายการที่จดทะเบียนไว้และใช้รถนั้น เว้นแต่เจ้าของรถนำรถไปให้นายทะเบียน ตรวจสภาพก่อน
ในกรณีที่นายทะเบียนเห็นว่ารถที่เปลี่ยนแปลง ตามวรรคหนึ่งอาจก่อให้เกิดอันตรายในเวลา ใช้ ให้สั่งเจ้าของรถแก้ไขและนำรถไปให้ตรวจสภาพก่อนใช้ การตรวจสภาพดังกล่าว นายทะเบียนจะสั่งให้เจ้าของรถนำรถไปให้ตรวจสภาพ ณ สถานตรวจสภาพที่ได้รับอนุญาตตาม กฎหมายว่าด้วยการขนส่งทางบกก็ได้ และให้นำ มาตรา 12 วรรคสอง วรรคสามและวรรคสี่ มา ใช้บังคับโดยอนุโลม แต่ถ้านายทะเบียนเห็นว่ารถนั้นปลอดภัยในเวลาใช้ ให้แก้ไขเพิ่มเติม รายการในทะเบียน และใบคู่มือจดทะเบียนรถนั้นด้วย
หมายเหตุ :- มาตรา 14 วรรคสอง แก้ไขโดยพรบ.รถยนต์ (ฉบับที่ 7) พ.ศ.2530
มาตรา 15 ในกรณีที่นายทะเบียนหรือผู้ตรวจการเห็นว่ารถใดในขณะที่ใช้มีลักษณะที่เห็นได้ว่าน่าจะไม่ปลอดภัยในการใช้ ให้มีอำนาจสั่งเป็นหนังสือให้เจ้าของรถนำรถนั้นไปให้นายทะเบียน หรือสถานตรวจสภาพที่ได้รับอนุญาตตามกฎหมายว่าด้วยการขนส่งทางบกตรวจสภาพภายในเวลาที่กำหนดได้
หมายเหตุ :- มาตรา 15 แก้ไขโดยพรบ.รถยนต์ (ฉบับที่ 10) พ.ศ.2542
มาตรา 15ทวิ การตรวจสภาพรถตาม มาตรา 7 (2) มาตรา 14 วรรคสอง มาตรา 15 หรือ มาตรา 36 ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขตามที่กำหนดในกฎกระทรวง
หมายเหตุ :- มาตรา 15ทวิ เพิ่มเติมโดยพรบ.รถยนต์ (ฉบับที่ 7) พ.ศ.2530
มาตรา 16 ในการย้ายรถไปไว้ต่างท้องที่ ให้เจ้าของรถแจ้งต่อนายทะเบียนภายในสิบห้าวัน นับแต่วันย้าย
การแจ้งตามวรรคหนึ่ง ให้เป็นไปตามระเบียบที่อธิบดีกำหนด
มาตรา 17 ในการโอนรถที่จดทะเบียนแล้ว ผู้โอนและผู้รับโอนต้องแจ้งต่อนายทะเบียนภาย ในสิบห้าวันนับแต่วันโอน
ในกรณีที่ผู้รับโอนจะนำรถตามวรรคหนึ่งออกนอกราชอาณาจักรภายในสิบห้าวันนับแต่วันโอน ต้องได้รับอนุญาตเป็นหนังสือจากนายทะเบียนตามวรรคหนึ่งด้วย
การแจ้งตามวรรคหนึ่ง และการขออนุญาตและการอนุญาตตามวรรคสอง ให้เป็นไปตาม ระเบียบที่อธิบดีกำหนด
มาตรา 18 ในการนำรถออกนอกราชอาณาจักรไม่ว่าด้วยเหตุใด ๆ ต้องได้รับอนุญาตจาก นายทะเบียน เว้นแต่ในกรณีดังต่อไปนี้
(1) การนำรถออกนอกราชอาณาจักรโดยได้รับอนุญาตตาม มาตรา 17 วรรคสอง
(2) การรับจ้างบรรทุกคนโดยสารออกนอกราชอาณาจักร แล้วนำรถกลับเข้ามาตามปกติกิจ
(3) กรณีอื่นตามที่กำหนดในกฎกระทรวง
การขออนุญาตและการอนุญาต ให้เป็นไปตามระเบียบที่อธิบดีกำหนด
มาตรา 19 ในการอนุญาตตาม มาตรา 17 หรือ มาตรา 18 รัฐมนตรีมีอำนาจกำหนดเงื่อนไข ใด ๆ ในการให้นายทะเบียนอนุญาตและจะให้นายทะเบียนยกเว้นหรือผ่อนผันการปฏิบัติหรือไม่ต้อง ปฏิบัติตามเงื่อนไขนั้น ๆ ก็ได้ ตามที่เห็นสมควร
มาตรา 20 ผู้ใดสั่งหรือนำรถหรือเครื่องยนต์สำหรับรถเข้ามาในราชอาณาจักรเพื่อจำหน่าย หรือผลิตหรือประกอบรถหรือเครื่องยนต์สำหรับรถขึ้นใหม่เพื่อจำหน่าย ผู้นั้นต้องส่งบัญชี ประจำเดือนในการรับและจำหน่ายรถหรือเครื่องยนต์สำหรับรถให้แก่นายทะเบียนภายในวันที่สิบห้า ของเดือนถัดไป
บัญชีตามวรรคหนึ่ง ให้เป็นไปตามระเบียบที่อธิบดีกำหนด
มาตรา 21 ห้ามมิให้ผู้ใดใช้รถไม่ตรงตามประเภทที่จดทะเบียนไว้ เว้นแต่ในกรณี ดังต่อไปนี้
(1) การใช้รถยนต์บริการธุรกิจ รถยนต์บริการทัศนาจร หรือรถจักรยานยนต์สาธารณะในกิจการส่วนตัว
(2) การใช้รถยนต์สาธารณะในกิจการส่วนตัว โดยมีข้อความแสดงไว้ที่รถนั้นให้เห็นได้ง่าย จากภายนอกว่าใช้ในกิจการส่วนตัว
(3) การใช้รถยนต์สาธารณะบรรทุกของที่ติดตัวไปกับผู้โดยสาร
(3ทวิ) การใช้รถยนต์บรรทุกส่วนบุคคลที่มีน้ำหนักรถไม่เกินหนึ่งพันหกร้อยกิโลกรัม เป็น รถยนต์นั่งส่วนบุคคลเกินเจ็ดคน หรือใช้รถยนต์นั่งส่วนบุคคลเป็นรถยนต์บรรทุกส่วนบุคคล
(4) ได้รับอนุญาตจากนายทะเบียน ตามหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขที่กำหนดในกฎกระทรวง
หมายเหตุ :- มาตรา 21 (3ทวิ) เพิ่มเติมโดยพรบ.รถยนต์ (ฉบับที่ 5) พ.ศ.2528
มาตรา 21 (1) แก้ไขโดยพรบ.รถยนต์ (ฉบับที่ 13) พ.ศ.2547
มาตรา 22 ห้ามมิให้ผู้ใดใช้รถยนต์อื่นนอกจากรถยนต์โดยสารประจำทางรับจ้างรับคนโดยสาร ซึ่งเสียค่าโดยสารเป็นรายตัวตามรายทางในทางที่ได้รับอนุญาตให้มีรถยนต์โดยสารประจำทางหรือ ในเขตจากทางนั้นไม่เกินหนึ่งร้อยเมตร
ความในวรรคหนึ่ง มิให้ใช้บังคับในกรณีที่เป็นการรับจ้างรับส่งนักเรียน คนงาน นักท่องเที่ยว หรือการรับส่งผู้โดยสาร เป็นครั้งคราวซึ่งได้รับอนุญาตเป็นหนังสือจากนายทะเบียน
มาตรา 23 ในกรณีที่รัฐมนตรีเห็นว่าในท้องที่ใดการประกอบการรับจ้างบรรทุกคนโดยสารโดย ใช้รถยนต์บรรทุกคนโดยสารไม่เกินเจ็ดคนหรือรถยนต์รับจ้างระหว่างจังหวัด สมควรให้ดำเนินการ โดยบริษัทมหาชนจำกัด บริษัทจำกัดหรือสหกรณ์ และต้องได้รับใบอนุญาตจากนายทะเบียนให้รัฐมนตรี ประกาศในราชกิจจานุเบกษาระบุท้องที่สำหรับการรับจ้างดังกล่าว
ประกาศตามวรรคหนึ่ง ไม่ใช้บังคับแก่การประกอบการรับจ้างบรรทุกคนโดยสารโดยใช้ รถยนต์รับจ้างบรรทุกคนโดยสารได้ไม่เกินเจ็ดคนหรือรถยนต์รับจ้างระหว่างจังหวัดซึ่งได้ จดทะเบียน อยู่ก่อนวันประกาศจนกว่าจะพ้นสามปีนับแต่วันประกาศ
กำหนดเวลาสามปีตามวรรคสอง ถ้ามีเหตุผลสมควร รัฐมนตรีอาจขยายออกไปได้อีกครั้งละ ไม่เกินสองปี แต่จะขยายระยะเวลาเกินสองครั้งไม่ได้ การขยายระยะเวลาให้ประกาศใน ราชกิจจานุเบกษา
การขอรับใบอนุญาตและการออกใบอนุญาตตามวรรคหนึ่ง ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่กำหนดในกฎกระทรวง
มาตรา 23/1 ห้ามมิให้ผู้ใดใช้รถจักรยานยนต์เพื่อรับจ้างบรรทุกคนโดยสาร เว้นแต่รถจักรยานยนต์นั้นได้จดทะเบียนเป็นรถจักรยานยนต์สาธารณะ
ผู้ใดประสงค์จะขอจดทะเบียนรถจักรยานยนต์สาธารณะ ให้ยื่นคำขอต่อนายทะเบียนและให้นายทะเบียนรับจดทะเบียนได้ เมื่อมีการปฏิบัติครบถ้านตามเงื่อนไขที่กำหนดในกฎกระทรวงและระเบียบที่อธิบดีกำหนดตาม มาตรา 10
กฎกระทรวงตามวรรคสองต้องกำหนดให้มีคณะกรรมการประจำจังหวัด ซึ่งอย่างน้อยต้องประกอบด้วยผู้แทนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่เกี่ยวข้อง ผู้แทนหน่วยงานของรัฐที่มีหน้าที่ควบคุมดูแลรถยนต์ การจราจร หรือการขนส่ง และบุคคลอื่นตามจำนวนที่เหมาะสม เพื่อทำหน้าที่กำหนดสถานที่รอรับคนโดยสาร เส้นทางหรือท้องที่ในการรับจ้างบรรทุกคนโดยสาร และหลักเกณฑ์การออกหนังสือรับรองการใช้รถจักรยานยนต์สาธารณะ ให้กับผู้ประสงค์จะจดทะเบียนรถจักรยานยนต์สาธารณะ เพื่อนำไปแสดงเป็นหลักฐานการขอจดทะเบีนรต่อนายทะเบียนตามวรรคสอง ในการนี้อาจกำหนดให้มีคณะอนุกรรมการประจำท้องที่ด้วยก็ได้
การกำหนดอายุและการเพิกถอนทะเบียนรถจักรยานยนต์สาธารณะ ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดในกฎกระทรวง
หมายเหตุ :- มาตรา 23/1 เพิ่มเติมโดยพรบ.รถยนต์ (ฉบับที่ 13) พ.ศ.2547
มาตรา 24 ใบอนุญาตตาม มาตรา 23 มีอายุสามปีนับแต่วันออกใบอนุญาต แต่อาจต่ออายุได้ คราวละสามปี
ผู้รับใบอนุญาตซึ่งประสงค์จะขอต่ออายุใบอนุญาต ต้องยื่นคำขอก่อนใบอนุญาตนั้นหมดอายุ และ เมื่อได้ยื่นคำขอแล้ว จะประกอบการต่อไปก็ได้จนกว่านายทะเบียนจะสั่งไม่อนุญาตให้ต่ออายุใบอนุญาตนั้น
การขอต่ออายุใบอนุญาตและการอนุญาต ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขที่ กำหนดในกฎกระทรวง
มาตรา 24/1 ในกรณีที่ใบอนุญาตตาม มาตรา 23 สูญหาย หรือชำรุดในสาระสำคัญให้ผู้รับใบอนุญาตยื่นคำขอรับใบแทนใบอนุญาต ต่อนายทะเบียนภายในสิบห้าวันนับแต่วันทราบเหตุหากภายหลังได้ใบอนุญาตที่สูญหายคืนมา ให้ส่งใบแทนใบอนุญาตนั้นแก่นายทะเบียนภายในสิบห้าวันนับแต่วันได้คืน
การขอใบแทนใบอนุญาตและการออกใบแทนใบอนุญาตตามวรรคหนึ่ง ให้เป็นไปตามระเบียบทีอธิบดีกำหนด
หมายเหตุ :- มาตรา 24/1 เพิ่มเติมโดยพรบ.รถยนต์ (ฉบับที่ 13) พ.ศ.2547
มาตรา 25 ผู้รับใบอนุญาตตาม มาตรา 23 ซึ่งไม่ปฏิบัติตามพระราชบัญญัตินี้ หรือกฎกระทรวง ที่ออกตามพระราชบัญญัตินี้ ให้นายทะเบียนมีอำนาจสั่งเพิกถอนใบอนุญาตได้
ให้ผู้รับใบอนุญาตซึ่งถูกสั่งเพิกถอนใบอนุญาตส่งคืนใบอนุญาตแก่นายทะเบียน ภายในสิบห้าวัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้งการสั่งเพิกถอนใบอนุญาต
หมายเหตุ :- มาตรา 25 วรรคสอง เพิ่มเติมโดยพรบ.รถยนต์ (ฉบับที่ 13) พ.ศ.2547
มาตรา 26 ในกรณีที่นายทะเบียนมีคำสั่งไม่ออกใบอนุญาตตาม มาตรา 23 ไม่ต่ออายุใบอนุญาต ตาม มาตรา 24 หรือสั่งเพิกถอนใบอนุญาตตาม มาตรา 25 ผู้ขอรับใบอนุญาต ผู้ขอต่ออายุใบอนุญาต หรือผู้รับใบอนุญาต แล้วแต่กรณี มีสิทธิอุทธรณ์เป็นหนังสือต่อรัฐมนตรีได้ภายในหนึ่งเดือนนับแต่วัน ทราบคำสั่งนายทะเบียน
คำวินิจฉัยของรัฐมนตรีให้เป็นที่สุด
ในกรณีที่อุทธรณ์คำสั่งของนายทะเบียนตาม มาตรา 24 หรือ มาตรา 25 ก่อนที่จะมีคำวินิจฉัย อุทธรณ์ รัฐมนตรีอาจอนุญาตให้ผู้รับใบอนุญาตประกอบการไปพลางก่อนได้เมื่อมีคำขอของผู้อุทธรณ์
มาตรา 27 ผู้ใดมีรถยนต์ไว้เพื่อขายหรือเพื่อซ่อม ถ้าจะขับเองหรือให้ผู้อื่นขับเพื่อการนั้น ต้อง ได้รับใบอนุญาตจากนายทะเบียน และให้ขับได้ระหว่างพระอาทิตย์ขึ้นถึงพระอาทิตย์ตก เว้นแต่ มีความจำเป็นและได้รับอนุญาตจากนายทะเบียน
การขอใบอนุญาตและการออกใบอนุญาตตามวรรคหนึ่ง ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการและ เงื่อนไขที่กำหนดในกฎกระทรวง
ในการออกใบอนุญาต ให้นายทะเบียนออกเครื่องหมายพิเศษและสมุดคู่มือประจำรถให้ด้วย
เครื่องหมายพิเศษและสมุดคู่มือประจำรถ ให้เป็นไปตามแบบที่กำหนดในกฎกระทรวง และ ให้ใช้สับเปลี่ยนกันได้ไม่เฉพาะคันรถ
มาตรา 28 ในการขับรถยนต์ตาม มาตรา 27 ผู้ขับต้องบันทึกรายการดังต่อไปนี้
(1) ชื่อรถ หมายเลขตัวรถ และหมายเลขเครื่องยนต์ของรถ
(2) ความประสงค์ในการขับรถยนต์
(3) วันเดือนปี และเวลาที่นำรถออกไปขับและกลับถึงที่
(4) ชื่อและชื่อสกุลของผู้ขับ
มาตรา 29 ภาษีประจำปีสำหรับรถมีอัตราตามที่กำหนดไว้ท้ายพระราชบัญญัตินี้ เว้นแต่
(1) รถยนต์นั่งส่วนบุคคลไม่เกินเจ็ดคนที่จดทะเบียนมาแล้วห้าปีนับแต่ปีที่จดทะเบียนครั้งแรก ให้ได้รับการลดหย่อนภาษีประจำปีในปีต่อ ๆ ไปในอัตราร้อยละ ดังต่อไปนี้
ปีที่หก ร้อยละสิบ
ปีที่เจ็ด ร้อยละยี่สิบ
ปีที่แปด ร้อยละสามสิบ
ปีที่เก้า ร้อยละสี่สิบ
ปีที่สิบและปีต่อ ๆ ไป ร้อยละห้าสิบ
(2) รถซึ่งใช้ล้ออย่างอื่นนอกจากยางกลวง ให้เก็บภาษีเพิ่มขึ้นจากอัตราที่กำหนดไว้อีกกึ่งหนึ่ง
มาตรา 29ทวิ ในกรณีที่รถยนต์คันใดไม่ใช้เครื่องยนต์ลูกสูบที่จะคำนวณความจุของ กระบอกสูบได้ หรือในกรณีที่มีการเปลี่ยนแปลงขนาดของกระบอกสูบหรือเครื่องยนต์ ให้เทียบ เป็นความจุของกระบอกสูบหรือคำนวณความจุตามเกณฑ์ที่กำหนดในกฎกระทรวง
หมายเหตุ :- มาตรา 29ทวิ เพิ่มเติมโดยพรบ.รถยนต์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2524
มาตรา 29ตรี ในการกำหนดความจุของกระบอกสูบของรถยนต์เพื่อชำระภาษี ประจำปีให้นายทะเบียนประกาศความจุของกระบอกสูบของรถยนต์แต่ละแบบไว้ด้วย ความเห็นชอบของกระทรวงอุตสาหกรรม
ในกรณีที่ประกาศตามวรรคหนึ่งไม่ครอบคลุมถึงแบบ ของรถยนต์คันใดให้นายทะเบียนเก็บภาษีประจำปีโดยถือความจุของกระบอกสูบตามหนังสือคู่มือ ประจำรถยนต์ของรถยนต์คันนั้น ทั้งนี้ตามที่กระทรวงอุตสาหกรรมรับรอง และให้นายทะเบียน ดำเนินการประกาศความจุของกระบอกสูบของรถยนต์คันดังกล่าวต่อไป
ประธานตามวรรคหนึ่งและวรรคสองให้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา
หมายเหตุ :- มาตรา 29ตรี เพิ่มเติมโดยพรบ.รถยนต์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2524
มาตรา 30 ให้รถที่ได้รับยกเว้นไม่ต้องจดทะเบียนตาม มาตรา 8 และรถที่ได้รับยกเว้นไม่ ต้องเสียค่าธรรมเนียมตาม มาตรา 9 ได้รับยกเว้นไม่ต้องเสียภาษีประจำปีด้วย
มาตรา 31 ในกรณีที่เห็นเป็นการสมควร ให้รัฐมนตรีมีอำนาจลดภาษีประจำปีสำหรับรถใน เขตท้องที่ใดหรือในกรณีใดลงจากอัตราที่กำหนดไว้ใน มาตรา 29 ได้
การลดตามวรรคหนึ่ง ให้ตราเป็นพระราชกฤษฎีกา
มาตรา 32 เจ้าของรถมีหน้าที่เสียภาษีประจำปี ภาษีประจำปีให้เสียล่วงหน้าคราวละหนึ่งปี ถ้ามิได้เสียภาษี ภายในเวลาที่กำหนดให้เจ้าของรถนั้นชำระเงินเพิ่มอีกร้อยละหนึ่งต่อเดือนหรือเศษของเดือนของจำนวนเงินภาษีที่ต้องชำระ เงินเพิ่มตามมาตรานี้ให้ถือเป็นเงินภาษี รถที่ได้เสียภาษีประจำปีสำหรับปีใด ถ้าเปลี่ยนเจ้าของรถ เจ้าของใหม่ไม่ต้องเสียภาษีประจำปีในปีนั้นอีก
หมายเหตุ :- มาตรา 32 เพิ่มเติมโดยพรบ.รถยนต์ (ฉบับที่ 12) พ.ศ.2546
มาตรา 33 ในกรณีที่มีการจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงประเภทรถหรือเปลี่ยนการใช้รถผิดไป จากที่จดทะเบียนไว้ในระหว่างปี ถ้าเป็นเหตุให้เสียภาษีลดลง เจ้าของรถไม่มีสิทธิได้รับคืนภาษี ส่วนที่เสียเกิน แต่ถ้าต้องเสียภาษีเพิ่มขึ้น เจ้าของรถต้องเสียภาษีเฉพาะส่วนที่เพิ่มขึ้นให้ครบถ้วน ถูกต้องเมื่อจะต้องขอจดทะเบียน
มาตรา 34 รถใดที่จดทะเบียนแล้ว แม้จะไม่ได้ใช้ก็ต้องเสียภาษีประจำปีตาม มาตรา 29 หรือ มาตรา 31 แล้วแต่กรณี และ มาตรา 32 เว้นแต่เจ้าของรถจะแจ้งการไม่ใช้ต่อนายทะเบียน ก่อนถึงกำหนดเสียภาษีประจำปีครั้งต่อไป ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขที่กำหนดใน กฎกระทรวง
มาตรา 35 ผู้ใดมีหน้าที่เสียภาษีประจำปีแล้วไม่เสียภาษีประจำปีภายในเวลาที่กำหนด นายทะเบียนอาจแจ้งเป็นหนังสือให้ผู้นั้นนำเงินไปชำระภาษีประจำปีให้ถูกต้องครบถ้วน ณ ที่ทำการของนายทะเบียนภายในหนึ่งเดือนนับแต่วันที่ได้รับแจ้ง
ในกรณีที่ผู้นั้นไม่ปฏิบัติตามคำสั่งในวรรคหนึ่ง ให้นายทะเบียนมีอำนาจยึดรถนั้นไว้ได้
มาตรา 35/1 ในระหว่างที่เจ้าขอรถค้างชำระภาษีประจำปี ให้นายทะเบียนมีอำนาจที่จะไม่รับดำเนินการทางทะเบียนจนกว่าเจ้าของรถจะเสียภาษีที่ชำระให้ครบถ้วนก่อน หรือได้มีการดำเนินการตาม มาตรา 35/2 วรรคสองแล้ว
หมายเหตุ :- มาตรา 35/1 เพิ่มเติมโดยพรบ.รถยนต์ (ฉบับที่ 12) พ.ศ.2546
มาตรา 35/2 รถที่ค้างชำระภาษีประจำปีไม่ถึงสามปี หากเจ้าของรถประสงค์จะขอเสียภาษีประจำปีเพื่อใช้รถในปีนั้น ให้นายทะเบียนรับชำระภาษีนั้นได้
สำหรับภาษีที่ค้างชำระ ให้นายทะเบียนกำหนดจำนวนเงิน และระยะเวลาในการชำระตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่อธิบดีประกาศกำหนด
ในกรณีที่เจ้าของรถผิดนัดไม่เสียภาษีที่ค้างชำระตามวรรคสองให้ครบถ้วน นายทะเบียนมีอำนาจไม่รับดำเนินการทางทะเบียน จนกว่าเจ้าของรถจะเสียภาษีที่ค้างชำระให้ครบถ้วน
หมายเหตุ :- มาตรา 35/2 เพิ่มเติมโดยพรบ.รถยนต์ (ฉบับที่ 12) พ.ศ.2546
มาตรา 35/3 รถที่ค้างชำระภาษีประจำปีติดต่อกันครบสามปี ให้การจดทะเบียนรถเป็นอันระงับไป ในการนี้ให้นายทะเบียนประกาศหมายเลขทะเบียนพร้อมทั้งจำนวนภาษีที่ค้างชำระไว้ ณ ที่ทำการนายทะเบียนและในสถานที่ที่อธิบดีประกาศกำหนด และแจ้งให้เจ้าของรถทราบ และให้บุคคลดังกล่าวส่งคืนแผ่นป้ายทะเบียรถต่อนายทะเบียนและ นำใบคู่มือจดทะเบียนรถมาแสดงต่อนายทะเบียนเพื่อบันทึกหลักฐานการระงับทะเบียนรถภายในหกสิบวัน นับแต่วันที่ได้แจ้งและปิดประกาศดังกล่าว
ในกรณีที่เจ้าของรถมิได้ดำเนินการตามวรรคหนึ่ง ให้นายทะเบียนฟรือผู้ตรวจการหรือผู้ซึ่งอธิบดีมอบหมายมีอำนาจยึดแผ่นป้ายทะเบียนรถได้
ให้ภาระภาษีประจำปีหลังจากปีที่สามเป็นอันระงับไป แต่เจ้าของรถยังคงต้องเสียภาษีที่ค้างชำระให้ครบถ้วน และให้นำ มาตรา 35/1 และ มาตรา 35/2 วรรคสอง และวรรคสามมาใช้บังคับโดยอนุโลม
หมายเหตุ :- มาตรา 35/3 เพิ่มเติมโดยพรบ.รถยนต์ (ฉบับที่ 12) พ.ศ.2546
มาตรา 36 นายทะเบียนมีอำนาจออกประกาศหรือสั่งเป็นหนังสือให้เจ้าของรถนำรถไป ตรวจ ณ ที่ทำการของนายทะเบียน หรือสถานตรวจสภาพที่ได้รับอนุญาตตามกฎหมายว่าด้วย การขนส่งทางบก
หมายเหตุ :- มาตรา 36 แก้ไขโดยพรบ.รถยนต์ (ฉบับที่ 7) พ.ศ.2530
มาตรา 37 นายทะเบียนและผู้ตรวจการซึ่งอธิบดีมอบหมายมีอำนาจเข้าตรวจในที่มีเหตุอันควรสงสัยว่ามีรถค้างชำระภาษีประจำปีและยึดรถนั้นไว้เพื่อตรวจสอบได้
การเข้าตรวจตามวรรคหนึ่ง ให้กระทำระหว่างพระอาทิตย์ขึ้นถึงพระอาทิตย์ตก
หมายเหตุ :- มาตรา 37 วรรคหนึ่ง แก้ไขโดยพรบ.รถยนต์ (ฉบับที่ 10) พ.ศ.2542
มาตรา 38 ในกรณีที่ผู้ตรวจการซึ่งอธิบดีมอบหมายเป็นผู้ตรวจและยึดตาม มาตรา 37 ให้นำส่งนายทะเบียนโดยมิชักชา และให้นำ มาตรา 35 มาใช้บังคับโดยอนุโลม
หมายเหตุ :- มาตรา 38 แก้ไขโดยพรบ.รถยนต์ (ฉบับที่ 10) พ.ศ.2542
มาตรา 39 รถที่ยึดตาม มาตรา 35 วรรคสอง หรือ มาตรา 37 ให้นายทะเบียนเก็บรักษา ไว้สิบห้าวัน ถ้าเจ้าของรถไม่นำเงินภาษีค่าธรรมเนียม และค่าใช้จ่ายในการยึดรถไปชำระให้ ถูกต้องครบถ้วนภายในกำหนดเวลาดังกล่าว ให้จัดการขายทอดตลาดรถนั้น
ในการขายทอดตลาด ห้ามมิให้นายทะเบียนหรือผู้ตรวจการเข้าสู้ราคา
ถ้าขายทอดตลาดได้เงินเกินค่าภาษี ค่าธรรมเนียม และค่าใช้จ่ายในการยึดและขายรถ ให้ คืนเงินที่เหลือแก่เจ้าของรถ
หมายเหตุ :- มาตรา 39 วรรคสอง แก้ไขโดยพรบ.รถยนต์ (ฉบับที่ 10) พ.ศ.2542
มาตรา 40 ผู้ใดแจ้งความนำจับรถที่เจ้าของรถมิได้ชำระภาษีประจำปีภายในเวลาที่กำหนด เมื่อคดีถึงที่สุดแล้ว ให้ผู้นั้นได้รับรางวัลนำจับในอัตราร้อยละหกสิบของจำนวนเงินที่เพิ่มของภาษี ที่ต้องชำระ
มาตรา 41 เงินภาษีประจำปีรวมทั้งเงินเพิ่มและค่าธรรมเนียมตามพระราชบัญญัตินี้ เว้นแต่ค่าธรรมเนียมแผ่นป้ายทะเบียนรถ ที่จัดเก็บได้ในกรุงเทพมหานครให้ตกเป็นรายได้ ของกรุงเทพมหานคร ส่วนในจังหวัดอื่นให้ตกเป็นรายได้ขององค์การบริหารส่วนจังหวัด เทศบาล สุขาภิบาลในจังหวัดนั้น เมืองพัทยา และราชการส่วนท้องถิ่นที่เรียกชื่ออย่างอื่น โดยให้กระทรวงมหาดไทยจัดสรรตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดในกฎกระทรวง
หมายเหตุ :- มาตรา 41 แก้ไขโดยพรบ.รถยนต์ (ฉบับที่ 4) พ.ศ.2527
มาตรา 42 ผู้ขับรถต้องได้รับใบอนุญาตขับรถและต้องมีใบอนุญาตขับรถและสำเนาภาพถ่ายใบ คู่มือจดทะเบียนรถในขณะขับหรือควบคุมผู้ฝึกหัดขับรถเพื่อแสดงต่อเจ้าพนักงานได้ทันที เว้นแต่ผู้ถือ ฝึกหัดขับรถยนต์ตาม มาตรา 57
ในกรณีที่ผู้ขับรถเป็นคนต่างด้าวซึ่ง ได้รับอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรเป็นการชั่วคราวตามกฎหมาย ว่าด้วยคนเข้าเมือง ผู้ขับรถซึ่งเป็นคนต่างด้าวนั้นจะใช้ใบอนุญาตขับรถตาม มาตรา 42ทวิ ขับรถในราชอาณาจักรก็ได้ และในกรณีนี้จะต้องมีใบอนุญาตขับรถดังกล่าวพร้อมด้วยเอกสาร ตามที่ระบุไว้ในอนุสัญญาและหรือความตกลงที่มีอยู่ระหว่างรัฐบาลไทยกับรัฐบาลของประเทศนั้น ๆ เพื่อแสดงต่อเจ้าพนักงานได้ทันที"
หมายเหตุ :- มาตรา 42 วรรคสอง เิ่พิ่มเติมโดยพรบ.รถยนต์ (ฉบับที่ 8) พ.ศ.2530
มาตรา 42ทวิ ในกรณีที่มีความตกลงระหว่างรัฐบาลไทยและรัฐบาลต่างประเทศว่าด้วย การยอมรับใบอนุญาตขับรถภายในประเทศซึ่งกันและกัน คนต่างด้าวซึ่งได้รับอนุญาตให้อยู่ใน ราชอาณาจักรเป็นการชั่วคราวตามกฎหมายว่าด้วยคนเข้าเมือง และมีใบอนุญาตขับรถที่ออกโดย พนักงานเจ้าหน้าที่หรือสมาคมยานยนต์ที่ได้รับอนุญาตจากรัฐบาลของประเทศที่มีความตกลง ดังกล่าวกับรัฐบาลไทย อาจใช้ใบอนุญาตขับรถของประเทศนั้นขับรถในราชอาณาจักร ได้ตามประเภทและชนิดของรถที่ระบุไว้ในใบอนุญาตขับรถนั้น แต่ต้องปฏิบัติตามอนุสัญญาและหรือความ ตกลงที่มีอยู่ระหว่างรัฐบาลไทยกับรัฐบาลของประเทศนั้น ๆ และตามบทบัญญัติทั้งหลายในส่วนที่เกี่ยวกับหน้าที่ของผู้ขับรถตามพระราชบัญญัตินี้
หมายเหตุ :- มาตรา 42ทวิ เิ่พิ่มเติมโดยพรบ.รถยนต์ (ฉบับที่ 8) พ.ศ.2530
มาตรา 43 ใบอนุญาตขับรถมีดังนี้
(1) ใบอนุญาตขับรถยนต์ส่วนบุคคล รถยนต์สามล้อส่วนบุคคล หรือรถจักรยานยนต์ส่วนบุคคลชั่วคราว
(2) ใบอนุญาตขับรถยนต์ส่วนบุคคล
(3) ใบอนุญาตขับรถยนต์สามล้อส่วนบุคคล
(4) ใบอนุญาตขับรถยนต์สาธารณะ
(5) ใบอนุญาตขับรถยนต์สาล้อสาธารณะ
(6) ใบอนุญาตขับรถจักรยานยนต์ส่วนบุคคล
(6/1) ใบอนุญาตขับรถจักรยานยนต์สาธารณะ
(7) ใบอนุญาตขับรถบดถนน3
(8) ใบอนุญาตขับรถแทรกเตอร์
(9) ใบอนุญาตขับรถชนิดอื่นนอกจาก (1) ถึง (8)
(10) ใบอนุญาตขับรถตามความตกลงระหว่างประเทศที่ประเทศไทยเป็นภาคี
ใบอนุญาตขับรถตาม (1) ใช้สำหรับขับรถยนต์บริการให้เช่า เฉพาะในกรณีที่ผู้ขับรถเป็นผู้เช่าได้ด้วย ใบอนุญาตขับรถตาม (2) ใช้สำหรับรถยนต์บริการให้เช่าได้ด้วย ใบอนุญาตขับรถตาม (4) ใช้สำหรับขับรถยนต์บริการและใช้แทนใบอนุญาตขับรถตาม (2) ได้ด้วย ใบอนุญาตขับรถตาม (5) ใช้แทนใบอนุญาตขับรถตาม (3) ได้ด้วย และใบอนุญาตขับรถตาม (6/1) ใช้แทนใบอนุญาตขับรถตาม (6) ได้ด้วย นอกนั้นใช้แทนกันไม่ได้
หมายเหตุ :- มาตรา 43 แก้ไขโดยพรบ.รถยนต์ (ฉบับที่ 13) พ.ศ.2547
มาตรา 43ทวิ ใบอนุญาตเป็นผู้ขับรถในประเภทการขนส่งประจำทาง การขนส่งไม่ประจำทางหรือการขนส่งโดยรถขนาดเล็กตามกฎหมาย ว่าด้วยการขนส่งทางบก ให้ใช้แทนใบอนุญาตขับรถยนต์ส่วนบุคคลตาม มาตรา 43 (2) และใบอนุญาต ขับรถยนต์สาธารณะตาม มาตรา 43 (4) ได้
ใบอนุญาตเป็นผู้ขับรถในประเภทการขนส่งส่วนบุคคล ตามกฎหมายว่าด้วย การขนส่งทางบก ให้ใช้แทนใบอนุญาตขับรถยนต์ส่วนบุคคลตาม มาตรา 43 (2) ได้
หมายเหตุ :- มาตรา 43ทวิ เพิ่มเติมโดยพรบ.รถยนต์ (ฉบับที่ 9) พ.ศ.2537
มาตรา 44 ใบอนุญาตขับรถตาม มาตรา 43 (1) มีอายุหนึ่งปีนับแต่วันออกใบอนุญาตขับรถ
ใบอนุญาตขับรถตาม มาตรา 43 (2) (3) (6) (7) (8) และ (9) มีอายุห้าปีนับแต่วันออกใบอนุญาตขับรถ ใบอนุญาตขับรถตาม มาตรา 43 (4) (5) และ (6/1) มีอายุสามปีนับแต่วันออกใบอนุญาตขับรถ และอาจขอต่ออายุใบอนุญาตขับรถได้อีกคราวละห้าปีหรือสามปี แล้วแต่กรณีโดยผู้ขอต่ออายุใบอนุญาต ต้องผ่านการทดสอบสมรรถภาพของร่างกายตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่กำหนดในกฎกระทรวง
ในกรณีที่วันครบกำหนดอายุใบอนุญาตตามวรรคสอง ไม่ตรงกับวันครบรอบวันเกิดของผู้ได้รับใบอนุญาตขับรถ ให้ขยายอายุใบอนุญาตต่อไปจนถึงวันครบรอบวันเกิดของผู้ได้รับใบอนุญาตขับรถในปีนั้นหรือในปีถัดไป แล้วแต่กรณี โดยให้ถือว่าวันดังกล่าวเป็นวันที่ใบอนุญาตขับรถครบกำหนดอายุ
ในกรณีที่ผู้ได้รับใบอนุญาตขับรถเกิดในวันที่ 29 กุมภาพันธ์ ให้ถือเอาวันที่ 28 กุมภาพันธ์ เป็นวันครบรอบวันเกิด
การขอต่ออายุใบอนุญาตขับรถ และการอนุญาต ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่กำหนดในกฎกระทรวง
หมายเหตุ :- มาตรา 44 แก้ไขโดยพรบ.รถยนต์ (ฉบับที่ 12) พ.ศ.2546
มาตรา 44 วรรคสอง แก้ไขโดยพรบ.รถยนต์ (ฉบับที่ 13) พ.ศ.2547
มาตรา 45 ผู้ใดประสงค์จะขอใบอนุญาตขับรถ ต้องเป็นผู้มีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้าม ตามพระราชบัญญัตินี้ และยื่นคำขอต่อนายทะเบียนแห่งท้องที่ที่ตนมีภูมิลำเนาหรือมีถิ่นที่อยู่
การขอใบอนุญาตขับรถและการออกใบอนุญาตขับรถ ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการและ เงื่อนไขที่กำหนดในกฎกระทรวง
มาตรา 46 ผู้ขอใบอนุญาตขับรถตาม มาตรา 43 (1) ต้องมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้าม ดังต่อไปนี้
(1) มีอายุไม่ต่ำกว่าสิบแปดปีบริบูรณ์ แต่ถ้าเป็นผู้ขอใบอนุญาตขับรถจักรยานยนต์ส่วนบุคคลชั่วคราว สำหรับรถจักรยานยนต์ที่มีขนาดความจุของกระบอกสูบรวมกันไม่เกินที่กำหนดในกฎกระทรวง ต้องมีอายุไม่ต่ำกว่าสิบห้าปีบริบูรณ์
(2) มีความรู้และความสามารถในการขับรถ
(3) มีความรู้ในข้อบังคับการเดินรถตามพระราชบัญญัตินี้และตามกฎหมายว่าด้วยการจราจรทางบก
(4) ไม่เป็นผู้มีร่างกายพิการจนเป็นที่เห็นได้ว่าไม่สามารถขับรถได้
(5) ไม่มีโรคประจำตัวที่ผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมเห็นว่าอาจเป็นอันตรายขณะขับรถ
(6) ไม่เป็นบุคคลวิกลจริตหรือจิตฟั่นเฟือน
(7) ไม่มีใบอนุญาตขับรถชนิดเดียวกันอยู่แล้ว
(8) ไม่เป็นผู้อยู่ในระหว่างถูกยึดหรือเพิกถอนใบอนุญาตขับรถ
หมายเหตุ :- มาตรา 46 (1) แก้ไขโดยพรบ.รถยนต์ (ฉบับที่ 13) พ.ศ.2547
มาตรา 47 ผู้ขอใบอนุญาตขับรถตาม มาตรา 43 (2) (3) (4) (5) (6) และ (6/1) ต้อง
(1) ได้รับใบอนุญาตขับรถตาม มาตรา 43 (1) มาแล้วไม่น้อยกว่าหนึ่งปี
(2) มีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามตาม มาตรา 46 และ
(3) ไม่เคยต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษ หรือถูกเจ้าพนักงานเปรียบเทียบปรับตั้งแต่สองครั้งขึ้นไป สำหรับความผิดเดี่ยวกับการขับรถอย่างใดอย่างหนึ่งดังต่อไปนี้ เว้นแต่นะพ้นโทษครั้งสุดท้ายไม้น้อยกว่าหกเดือนแล้ว
(ก) ฝ่าฝืนสัญญานจราจรหรือเครื่องหมายจราจร
(ข) ในขณะเมาสุราหรือของเมาอย่างอื่น
(ค) ในลักษณะกีดขวางการจราจร
(ง) ใช้ความเร็วเกินอัตราที่กฎหมายกำหนด
(จ) โดยประมาทหรือน่าหวาดเสียวอันอาจเกิดอัตรายแก่ทรัพย์สินหรือบุคคล
(ฉ) โดยไม่คำนึงถึงความปลอดภัยหรือความเดือดร้อนของผู้อื่น
หมายเหตุ :- มาตรา 47 แก้ไขโดยพรบ.รถยนต์ (ฉบับที่ 13) พ.ศ.2547
มาตรา 48 ผู้ขอใบอนุญาตขับรถตาม มาตรา 43 (2) (3) หรือ (6) ตลอดชีพ ต้อง
(1) ได้รับใบอนุญาตขับรถตาม มาตรา 43 (2) (3) หรือ (6) แล้วแต่กรณี มาแล้วไม่น้อยกว่า หนึ่งปี
(2) มีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามตาม มาตรา 46 เว้นแต่ต้องมีอายุไม่ต่ำกว่ายี่สิบปีบริบูรณ์ และ
(3) ไม่มีลักษณะต้องห้ามตาม มาตรา 47 (3)
หมายเหตุ :- มาตรา 48 ยกเลิกโดยพรบ.รถยนต์ (ฉบับที่ 12) พ.ศ.2546
มาตรา 49 ผู้ขอใบอนุญาตขับรถตาม มาตรา 43 (4) (4) หรือ (6/1) ต้อง
(1) ได้รับใบอนุญาตขับรถตาม มาตรา 43 (1) มาแลด้วไม่น้อยกว่าหนึ่งปี
(2) มีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามตาม มาตรา 46 แต่ต้องมีอายุไม่ต่ำกว่ายี่สิบสองปีบริบูรณ์ สำหรับผู้ขอใบอนุญาตขับรถตาม มาตรา 43 (4) หรือ (5) และยี่สิบปีบริบูรณ์ สำหรับผู้ขอใบอนุญาตขับรถตาม มาตรา 43 (6/1)
(3) ไมมีลักษณะต้องห้ามตาม มาตรา 47 (3)
(4) มีสัญชาติไทย
(5) รู้จักถนนและทางหลวงในจังหวัดที่ขอรับใบอนุญาตขับรถพอสมควร
(6) ไม่เป็นผู้มีโรคติดต่อน่ารังเกียจตามที่กำหนดในกำกระทรวง
(7) ไม่เป็นผู้ติดสุรายาเมาหรือยาเสพติดให้โทษ
(8) ไม่เคยเป็นผู้ได้รับโทษจำคุกโดยคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุกในความผิด ตามพระราชบัญญัตินี้ หรือความผิดเกี่ยวกับความสงบสุขของประชาชน ความผิดเดี่ยวกับการก่อให้เกิดภยัตรายต่อประชาชน ความผิดเกี่ยวกับเงินตรา ความผิดเกี่ยวกับเพศ ความผิดต่อชีวิต ความผิดต่อร่างกาย ความผิดต่อเสรีภาพ ความผิดฐานลักทรพย์และวิ่งราวทรัพย์ ความผิดฐานกรรโชก รีดเอาทรัพย์ชิงทรัพย์และปล้นทรัพย์ ความผิดฐานยักยอก ความผิดฐานรับของโจร และความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์ ตามประมวลกฎหมายอาญา หรือความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษตามกฎหมายว่าด้วยยาเสพติดให้โทษ หรือโดยคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมายให้จำคุก เว้นแต่เป็นโทษสำหรับความผิดที่ได้กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ หรือพ้นโทษมาแล้วไม่น้อยกว่าสามปี
หมายเหตุ :- มาตรา 49 แก้ไขโดยพรบ.รถยนต์ (ฉบับที่ 13) พ.ศ.2547
มาตรา 50 ในกรณีที่ผู้ขอรับใบอนุญาตขับรถตาม มาตรา 43 (4) (5) หรือ (6/1) เป็นผู้ขาดคุณสมบัติตาม มาตรา 49 (8) แต่พ้นโทษจำคุมมาแล้วไม่น้อยกว่า
(1) หกเดือนสำหรับโทษจำคุกตามคำพิพากษาไม่เกินสามเดือน
(2) หนึ่งปีสำหรับโทษจำคุกตามคำพิพากษาไม่เกินสามเดือนในคดีเกี่ยวด้วยการใช้รถกระทำความผิดหรือ
(3) หนึ่งปีหกเดือนสำหรับโทษจำคุกตามคำพิพากษาเกินสามเดือนแต่ไม่เกินสามปี
และได้ยื่นคำร้องต่อนายทะเบียนโดยชี้แจงถึงเหตุที่ตนต้องโทษพร้อมกับแสดงหลักฐาน ว่าตนเป็นบุคคลที่มีความประพฤติเรียบร้อย ควรไว้วางใจให้ขับรถยนต์สาธารณะหรือรถจักรยายยนต์สาธารณะได้ แล้วแต่กรณี ให้นายทะเบียนดำเนินการสอบสวนคำร้องดังกล่าว ถ้าเห็นด้วยกับคำร้องก็ให้มีอำนาจออกใบอนุญาตขับรถให้ได้โดยมิให้นำบทบัญญัติ มาตรา 49 (8) มาใช้บังคับ แต่ถ้าไม่เห็นด้วย ให้สั่งยำคำร้องและแจ้งให้ผู้ขอทราบ
ผู้ขอมีสิทธิอุทธรณ์เป็นหนังสือต่ออธิบดีภายในสิบห้าวัน นับแต่วันที่ได้รับคำสั่งยกคำร้องจากนายทะเบียน
คำสั่งของอธิบดีให้เป็นที่สุด
หมายเหตุ :- มาตรา 50 แก้ไขโดยพรบ.รถยนต์ (ฉบับที่ 13) พ.ศ.2547
มาตรา 51 ผู้ขอใบอนุญาตขับรถตาม มาตรา 43 (7) (8) หรือ (9) ต้อง
(1) มีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามตาม มาตรา 46 และ
(2) มีความรู้ความสามารถในการขับรถประเภทนั้น ๆ เป็นอย่างดี
มาตรา 51/1 ผู้มีใบอนุญาตขับรถตาม มาตรา 43 (2) (4) (5) (6) และ (6/1) มีสิทธิขอรับใบอนุญาตขับรถตาม มาตรา 43 (10)
หมายเหตุ :- มาตรา 51/1 แก้ไขโดยพรบ.รถยนต์ (ฉบับที่ 13) พ.ศ.2547
มาตรา 52 ให้นายทะเบียนแต่งตั้งผู้ซึ่งมีคุณสมบัติตามที่กำหนดในกฎกระทรวง ตรวจสอบ คุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของผู้ขอรับใบอนุญาตตาม มาตรา 46 มาตรา 47 มาตรา 48 มาตรา 49 และ มาตรา 51
มาตรา 53 ผู้ใดได้รับใบอนุญาตขับรถประเภทใดแล้ว หากปรากฏในภายหลังว่าเป็นผู้ขาด คุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามตามที่กำหนดไว้สำหรับผู้ขอรับใบอนุญาตขับรถประเภทนั้น ให้ นายทะเบียนสั่งเพิกถอนใบอนุญาตขับรถนั้น
ให้นายทะเบียนมีอำนาจเรียกผู้ได้รับใบอนุญาตขับรถ มาตรวจสอบคุณสมบัติหรือลักษณะต้องห้ามได้ หากมีเหตุอันเชื่อว่าผู้ได้รับใบอนุญาตขับรถขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามหย่างหนึ่งอย่างใด ตามที่กำหนดไว้สำหรับผู้ขอรับใบอนุญาตขับรถประเภทนั้น
หมายเหตุ :- มาตรา 53 วรรคสอง เพิ่มเติมโดยพรบ.รถยนต์ (ฉบับที่ 13) พ.ศ.2547
มาตรา 53/1 ในกรณีที่ผู้ได้รับใบอนุญาตขับรถฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัตินี้ ให้นายทะเบียนมีอำนาจสั่งพักใช้ใบอนุญาตขับรถคราวละไม่เกินหกเดือน
ในกรณีที่ผู้ได้รับใบอนุญาตขับรถยนต์สาธารณะหรือรถจักรยานยนต์สาธารณะ กระทำความผิดในกรณี ดังต่อไปนี้ นายทะเบียนจะสั่งเพิกถอนใบอนุญาตขับรถเสียก็ได้
(1) กระทำความผิดตามพระราชบัญญัตินี้ซ้ำในข้อหาเดียวกับความผิดครั้งก่อนภายในเวลาหนึ่งเดือน นับแต่วันที่ความผิดครั้งก่อนเกิดขึ้น
(2) ไม่มารายงานตนต่อนายทะเบียนตามที่นายทะเบียนสั่งเป็นหนังสือไปแล้วไม่น้อยกว่าสองครั้ง โดยมีระยะห่างกันไม่น้อยกว่าหนึ่งเดือน ทั้งนี้ โดยไม่มีเหตุสมควร
(3) เรียกเก็บค่าโดยสารหรือค่าบริการอื่นเกินกว่าอัตราที่กำหนดในกฎกระทรวง
หมายเหตุ :- มาตรา 53/1 เพิ่มเติมโดยพรบ.รถยนต์ (ฉบับที่ 13) พ.ศ.2547
มาตรา 53/2 ผู้ซึ่งถูกสั่งพักใช้หรือเพิกถอนใบนอุญาตขับรถมีสิทธิอุทธรณ์เป็นหนังสือต่ออธิบดีได้ภายในสิบห้าวัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้งคำสั่งจากนายทะเบียน
ให้อธิบดีวินิจฉัยอุทรณ์ตามวรรคหนึ่งภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ได้รับหนังสืออุทรณ์ ถ้าไม่วินิจฉัยชี้ขาดภายในเวลาดังกล่าว ให้ถือว่าอธิบดีวินิจฉัยไม่ให้พักใช้หรือเพิกถอนใบอนุญาตขับรถตามหนังสืออุทธรณ์ของผู้ขับรถ
คำสั่งของอธิบดีให้เป็นที่สุด
การอุธรณ์ตามวรรคหนึ่งไม่เป็นการทุเลาการบังคับตามคำสั่งพักหรือเพิกถอนใบอนุญาตขับรถ
หมายเหตุ :- มาตรา 53/2 เพิ่มเติมโดยพรบ.รถยนต์ (ฉบับที่ 13) พ.ศ.2547
มาตรา 53/3 ให้ผู้ได้รับใบอนุญาตขับรถซึ่งถูกสั่งเพิกถอนใบอนุญาตยขับรถส่งคืนใบอนุญาตนั้น แก่นายทะเบียนภายในสิบห้าวัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้งการสั่งเพิกถอนใบอนุญาตขับรถ
หมายเหตุ :- มาตรา 53/3 เพิ่มเติมโดยพรบ.รถยนต์ (ฉบับที่ 13) พ.ศ.2547
มาตรา 54 ผู้ใดได้รับใบอนุญาตขับรถแล้ว หากปรากฏว่า
(1) ต้องคำพิพากษาถึงที่สุดว่าได้กระทำความผิดตามพระราชบัญญัตินี้หรือกฎกระทรวงที่ ออกตามพระราชบัญญัตินี้
(2) ไม่ปฏิบัติตามคำสั่งอันชอบด้วยกฎหมายของเจ้าพนักงานจราจร หรือพนักงานเจ้าหน้าที่ ตามกฎหมายว่าด้วยการจราจรทางบก
(3) ต้องคำพิพากษาถึงที่สุดว่าได้กระทำความผิดฐานขับรถหรือกระทำการใด ๆ อันน่าจะ เป็นภัยต่อประชาชน หรือ
(4) มีผู้กล่าวโทษว่าทำลายความสงบสุขของประชาชนในถนนหรือทางหลวง โดยขู่เข็ญ ดูหมิ่น รังแก หรือรบกวนคนขับรถด้วยกันหรือผู้โดยสาร
นายทะเบียนมีอำนาจเรียกใบอนุญาตขับรถมายึดไว้ได้ แต่ห้ามมิให้ยึดเกินหนึ่งปี
ในกรณีที่ผู้ได้รับใบอนุญาตขับรถตาม มาตรา 43 (4) (5) หรือ (6/1) เป็นผู้ต้องหาในคดีอาญาตามที่ระบุไว้ใน มาตรา 49 (8) ให้นายทะเบียนหรือผู้ตรวจการซึ่งอธิบดีมอบหมายยึดใบอนุญาตขับรถตาม มาตรา 43 (4) (5) หรือ (6/1) ตั้งแต่วันยื่นฟ้องศาลจนถึงเวลาที่มีคำพิพากษาถึงที่สุด และในระหว่างเวลานั้นห้ามมิให้นายทะเบียนต่ออายุใบอนุญาตขับรถดังกล่าว
ในการยึดใบอนุญาตขับรถ ให้ผู้ยึดบันทึกการยึดไว้ในใบอนุญาตขับรถด้วย
หมายเหตุ :- มาตรา 54 วรรคสาม แก้ไขโดยพรบ.รถยนต์ (ฉบับที่ 13) พ.ศ.2547
มาตรา 55 ในกรณีที่ใบอนุญาตขับรถสูญหายหรือชำรุดในสาระสำคัญ ให้ผู้รับใบอนุญาตขับรถ ยื่นคำขอรับใบแทนใบอนุญาตขับรถต่อนายทะเบียนภายในสิบห้าวันนับแต่วันทราบเหตุนั้น และในกรณี ที่ได้ใบอนุญาตขับรถที่สูญหายคืน ให้ส่งใบแทนใบอนุญาตขับรถนั้นแก่นายทะเบียนภายในสิบห้าวันนับแต่ วันได้คืน
การขอใบแทนใบอนุญาตขับรถ และการออกใบแทนใบอนุญาตขับรถตามวรรคหนึ่ง ให้เป็นไป ตามระเบียบที่อธิบดีกำหนด
มาตรา 56 ภายใต้บังคับ มาตรา 43 และ มาตรา 57 ห้ามมิให้เจ้าของรถหรือคนขับรถยินยอม ให้ผู้ซึ่งไม่มีใบอนุญาตขับรถ หรือมีใบอนุญาตขับรถประเภทอื่นที่ใช้แทนกันไม่ได้ เข้าขับรถของตน หรือรถที่ตนเป็นคนขับ
มาตรา 57 ผู้ใดฝึกหัดขับรถยนต์ ต้องมีผู้ซึ่งได้รับใบอนุญาตขับรถยนต์มาแล้วไม่น้อยกว่าสามปี ควบคุมอยู่ด้วย
ในการฝึกหัดขับรถ ห้ามมิให้ผู้ใดนอกจากผู้ฝึกหัดและผู้ควบคุมอยู่ในรถ ถ้ามีการเสียหายเกิดขึ้น ผู้ควบคุมต้องรับผิดทางแพ่ง เว้นแต่จะพิสูจน์ได้ว่าผู้ฝึกหัดฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามคำสอนในเวลา ที่ขับอยู่นั้น
มาตรา 57ทวิ ให้ผู้ตรวจการมีอำนาจสั่งให้ผู้ขับรถหยุดรถเพื่อทำการตรวจสอบการปฏิบัติตามพระราชบัญญัตินี้ กับมีอำนาจสั่งให้บุคคลใดปฏิบัติการเท่าที่จำเป็นเพื่อประโยชน์แก่การตรวจสอบนั้นได้ และเมื่อพบว่าผู้ใดฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัตินี้ จะว่ากล่าวตักเตือนหรือสั่งเป็นหนังสือให้ผู้นั้นไปรายงานตนต่อนายทะเบียนภายในเจ็ดวันนับแต่วันที่มีคำสั่งเพื่อดำเินินการเปรียบเทียบปรับก็ได้ เว้นแต่เป็นกรณีที่ความผิดดังกล่าวมีโทษจำคุก ให้ผู้ตรวจการนำตัวผู้นั้นส่งพนักงานสอบสวนผู้มีอำนาจเพื่อดำเนินคดีต่อไป
ในการออกคำสั่งให้ไปรายงานตนต่อนายทะเบียนตามวรรคหนึ่ง ผู้ตรวจการจะเรียกเก็บใบอนุญาตขับรถของผู้นั้นไว้เป็นการชั่วคราวก็ได้ แต่ต้องรีบนำใบอนุญาตขับรถที่เรียกเก็บไว้ไปส่งมอบแก่นายทะเบียนภายในแปดชั่วโมงนับแต่เวลาที่ออกคำสั่งและให้ถือว่าคำสั่งนั้น เป็นใบอนุญาตขับรถชั่วคราวภายในกำหนดเวลาที่ให้ไปรายงานตนดังกล่าว
คำสั่งให้ไปรายงานตนต่อนายทะเบียนตามวรรคหนึ่ง ให้เป็นไปตามแบบที่อธิบดีกำหนด
หมายเหตุ :- มาตรา 57ทวิ เพิ่มเติมโดยพรบ.รถยนต์ (ฉบับที่ 10) พ.ศ.2542
มาตรา 57ตรี ในการปฏิบัติหน้าที่ตามพระราชบัญญัตินี้ให้ผู้ตรวจการแสดงบัตรประจำตัวต่อผู้ซึ่งเกี่ยวข้อง
บัตรประจำตัวผู้ตรวจการให้เป็นไปตามแบบที่รัฐมนตรีกำหนด
หมายเหตุ :- มาตรา 57ตรี เพิ่มเติมโดยพรบ.รถยนต์ (ฉบับที่ 10) พ.ศ.2542
มาตรา 57จัตวา ในขณะที่อยู่ในระหว่างการับจ้างบรรทุกคนโดยสาร ผู้ขับรถยนต์สาธารณะหรือรถจักรยานยนต์สาธารณะจะปฏิเสธไม่รับจ้างบรรทุกคนมิได้ เว้นแต่การบรรทุกนั้นน่าจะก่อให้เกิดอันตรายแก่ตนหรือคนโดยสาร
บทบัญญัติในวรรคหนึ่งมิให้ใช้บังคับแก่ผู้ขับรถจักรยานยนต์สาธารณะ ที่ปฏิเสธรับจ้างบรรทุกคนโดยสารนอกเส้นทาง หรือนอกท้องที่ในการรับจ้างบรรทุกคนโดยสาร
หมายเหตุ :- มาตรา 57จัตวา เพิ่มเติมโดยพรบ.รถยนต์ (ฉบับที่ 13) พ.ศ.2547
มาตรา 57เบญจ ผู้ขับรถยนต์สาธารณะหรือรถจักรยานยนต์สาธารณะ ต้องพาคนโดยสารไปยังสถานที่ที่ว่าจ้างตามเส้นทางที่สั้นหรือถึงที่หมายเร็วที่สุด หรือเส้นที่ไม่อ้อมเกินควร และต้องส่งคนโดยสาร ณ สถานที่ตามที่ตกลงกันไว้
หมายเหตุ :- มาตรา 57เบญจ เพิ่มเติมโดยพรบ.รถยนต์ (ฉบับที่ 13) พ.ศ.2547
ห้ามมิห้ผู้ขับรถตามวรรคหนึ่ง พาคนโดยสารไปทอดทิ้งระหว่างทางไม่ว่าด้วยประการใดๆ
มาตรา 57ฉ ในขณะขับรถ ผู้ขับรถยนต์สาธารณะหรือรถจักรยายยนต์สาธารณะ ต้อง
(1) ไม่สูบบุหรี่ หรือกระทำด้วยประการใดๆ ในลักษณะที่ก่อความรำคาญให้แก่คนโดยสาร
(2) ไม่กล่าววาจาไม่สุภาพ เสียดสี ดูหมิ่น ก้าวร้าวหรือแสดงกิริยาในลักษณะดังกล่าวต่อคนโดยสาร
(3) ไม่เสพหรือเมาสุราหรือของมึนเมาอย่างอื่น
(4) ไม่เสพยาเสพติดให้โทษตามกฎหมายว่าด้วยยาเสพติดให้โทษ
(5) ไม่เสพวัตถุที่ออกฤิทธิ์ต่อจิตประสาทตามกฎหมายว่าด้วยวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท
(6) ไม่ขับรถในขณะหย่อนความสามารถในอันที่จะขับ
(7) ปฏิบัติตามข้อกำหนดว่าด้วยความปลอดภัยในการรับจ้างบรรทุกคน โดยสารที่กำหนดในกฎกระทรวง
หมายเหตุ :- มาตรา 57ฉ เพิ่มเติมโดยพรบ.รถยนต์ (ฉบับที่ 13) พ.ศ.2547
มาตรา 58 ผู้ใดฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามกฎกระทรวงออกตาม มาตรา 5 (2) (3) (5) (6) (7) (8) (9) (10) (11) (15) หรือ (16) ต้องระวางโทษปรับไม่เกินหนึ่งพันบาท
หมายเหตุ :- มาตรา 58 แก้ไขโดยพรบ.รถยนต์ (ฉบับที่ 13) พ.ศ.2547
มาตรา 58/1 ผู้ขับรถรับจ้างบรรทุกคนโดยสารผู้ใดฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติ ตามข้อกำหนดในกฎกระทรวงที่ออกตาม มาตรา 5 (15/1) ต้องระวางโทษปรับไม่เกินห้าพันบาท
หมายเหตุ :- มาตรา 58/1 เพิ่มเติมโดยพรบ.รถยนต์ (ฉบับที่ 13) พ.ศ.2547
มาตรา 59 ผู้ใดฝ่าฝืน มาตรา 6 วรรคหนึ่ง ต้องระวางโทษปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท
หมายเหตุ :- มาตรา 59 แก้ไขโดยพรบ.รถยนต์ (ฉบับที่ 4) พ.ศ.2527
มาตรา 60 ผู้ใดฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตาม มาตรา 6 วรรคสอง และวรรคสาม มาตรา 11 มาตรา 12 วรรคหนึ่ง มาตรา 13 วรรคหนึ่ง มาตรา 14 มาตรา 16 วรรคหนึ่ง มาตรา 17 วรรคหนึ่งและวรรคสอง มาตรา 18 วรรคหนึ่ง มาตรา 20 วรรคหนึ่ง มาตรา 21 มาตรา 22 วรรคหนึ่ง มาตรา 27 วรรคหนึ่ง มาตรา 56 หรือ มาตรา 57 ต้องระวางโทษปรับไม่เกินสองพันบาท
หมายเหตุ :- มาตรา 60 แก้ไขโดยพรบ.รถยนต์ (ฉบับที่ 4) พ.ศ.2527
มาตรา 61 ผู้ใดไม่ปฏิบัติตาม มาตรา 15 มาตรา 15 หรือ มาตรา 35/3 วรรคหนึ่งหรือไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของนายทะเบียนตาม มาตรา 36 หรือ มาตรา 53 วรรคสอง ต้องระวางโทษปรับไม่เกินหนึ่งพันบาท
หมายเหตุ :- มาตรา 61 แก้ไขโดยพรบ.รถยนต์ (ฉบับที่ 13) พ.ศ.2547
มาตรา 62 ผู้ใดรับจ้างบรรทุกคนโดยสารโดยใช้รถยนต์รับจ้างบรรทุกคนโดยสารไม่เกินเจ็ดคน หรือรถยนต์รับจ้างระหว่างจังหวัดในท้องที่ที่รัฐมนตรีประกาศตาม มาตรา 23 วรรคหนึ่ง โดยไม่ได้ รับอนุญาตจากนายทะเบียน หรือไม่ได้รับยกเว้นตาม มาตรา 23 วรรคสองหรือวรรคสาม ต้อง ระวางโทษปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท
มาตรา 62/1 ผู้ใดรับจ้างบรรทุกคนโดยสารฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตาม มาตรา 23/1 ต้องระวางโทษปรับไม่เกินสองพันบาท
หมายเหตุ :- มาตรา 62/1 เพิ่มเติมโดยพรบ.รถยนต์ (ฉบับที่ 13) พ.ศ.2547
มาตรา 63 ผู้ใดรับจ้างบรรทุกคนโดยสารโดยใช้รถยนต์รับจ้างบรรทุกคนโดยสารไม่เกินเจ็ดคน หรือรถยนต์รับจ้างระหว่างจังหวัดในท้องที่ที่รัฐมนตรีประกาศตาม มาตรา 23 วรรคหนึ่ง เมื่อใบอนุญาต สิ้นอายุหรือใบอนุญาตถูกเพิกถอน ต้องระวางโทษปรับไม่เกินสองพันบาท
มาตรา 63/1 ผู้รับใบอนุญาตตาม มาตรา 23 ผู้ใดฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตาม มาตรา 25 วรรคสอง ต้องระวางโทษปรับไม่เกินหนึ่งพันบาท
หมายเหตุ :- มาตรา 63/1 เพิ่มเติมโดยพรบ.รถยนต์ (ฉบับที่ 13) พ.ศ.2547
มาตรา 63/2 ผู้ได้รับใบอนุญาตขับรถผู้ใดฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตาม มาตรา 53/3 ต้องระวางโทษปรับไม่เกินหนึ่งพันบาท
หมายเหตุ :- มาตรา 63/2 เพิ่มเติมโดยพรบ.รถยนต์ (ฉบับที่ 13) พ.ศ.2547
มาตรา 64 ผู้ใดขับรถโดยไม่ได้รับใบอนุญาตขับรถ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งเดือน หรือปรับไม่เกินหนึ่งพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
มาตรา 65 ผู้ใดขับรถเมื่อใบอนุญาตขับรถสิ้นอายุ หรือระหว่างถูกสั่งพักใช้ใบอนุญาตขับรถ หรือถูกเพิกถอนใบอนุญาตขับรถ หรือถูกยึดใบอนุญาตขับรถ ต้องระวางโทษปรับไม่เกินสองพันบาท
หมายเหตุ :- มาตรา 65 แก้ไขโดยพรบ.รถยนต์ (ฉบับที่ 13) พ.ศ.2547
มาตรา 66 ผู้ใดขับรถโดยไม่แสดงใบอนุญาตขับรถ และสำเนาภาพถ่ายใบคู่มือจดทะเบียนรถ ตาม มาตรา 42 ต้องระวางโทษปรับไม่เกินหนึ่งพันบาท
มาตรา 66/1 ผู้ใดฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของผู้ตรวจการ ซึ่งสั่งตาม มาตรา 57ทวิ ต้องระวางโทษปรับไม่เกินห้าพันบาท
หมายเหตุ :- มาตรา 66/1 แก้ไขโดยพรบ.รถยนต์ (ฉบับที่ 13) พ.ศ.2547
มาตรา 66/2 ผู้ใดฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตาม มาตรา 57จัตวา มาตรา 57เบญจ หรือ มาตรา 57ฉ (1) หรือ (2) ต้องระวางโทษปรับไม่เกินหนึ่งพันบาท
หมายเหตุ :- มาตรา 66/2 เพิ่มเติมโดยพรบ.รถยนต์ (ฉบับที่ 13) พ.ศ.2547
มาตรา 66/3 ผู้ใดฝ่าฝืน มาตรา 57ฉ (3) หรือ (6) ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามเดือน หรือปรับตั้งแต่สองพันบาทถึงหนึ่งหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
หมายเหตุ :- มาตรา 66/3 เพิ่มเติมโดยพรบ.รถยนต์ (ฉบับที่ 13) พ.ศ.2547
มาตรา 66/4 ผู้ใดฝ่าฝืน มาตรา 57 (4) หรือ (5) ต้องระวางโทษสูงกว่าที่กำหนดไว้ในกฎหมายว่าด้วยยาเสพติดให้โทษ หรือกฎหมายว่าด้วยวัตถุออกฤิทิ์ต่อจิตและประสาท แล้วแต่กรณีอีกหนึ่งในสาม
หมายเหตุ :- มาตรา 66/4 เพิ่มเติมโดยพรบ.รถยนต์ (ฉบับที่ 13) พ.ศ.2547
มาตรา 66/5 ผู้ใดเรียกเก็บค่าโดยสารหรือค่าบริการอื่นเกินกว่าอัตราที่กำหนดในกฎกระทรวง ต้องระวางโทษปรับไม่เกินห้าพันบาท
หมายเหตุ :- มาตรา 66/5 เพิ่มเติมโดยพรบ.รถยนต์ (ฉบับที่ 13) พ.ศ.2547
มาตรา 67 ผู้ใด
(1) ให้ผู้อื่นใช้ใบอนุญาต หรือเครื่องหมายที่นายทะเบียนออกให้แก่ตน
(2) ใช้เครื่องหมายที่นายทะเบียนออกให้สำหรับรถคันหนึ่งกับรถอีกคันหนึ่ง
(3) ใช้เครื่องหมายที่นายทะเบียนออกให้แก่ผู้อื่น
(4) เปลี่ยนแปลงโดยวิธีใด ๆ หรือปิดบังทั้งหมดหรือแต่บางส่วนซึ่งเครื่องหมายที่นายทะเบียน ออกให้ประจำรถ หรือ
(5) ใช้รถที่ได้รับยกเว้นไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมตาม มาตรา 9 หรือยกเว้นไม่ต้องเสียภาษี ประจำปีตาม มาตรา 30 หรือลดภาษีประจำปีตาม มาตรา 31 ผิดไปจากวัตถุประสงค์ที่ได้รับยกเว้น หรือลด
ต้องระวางโทษปรับไม่เกินหนึ่งพันบาท
มาตรา 67ทวิ บรรดาความผิดตามพระราชบัญญัตินี้ที่มีโทษปรับสถานเดียวให้อธิบดีหรือผู้ซึ่ง อธิบดีมอบหมายมีอำนาจเปรียบเทียบปรับผู้ต้องหาได้ เมื่อผู้ต้องหาได้ชำระค่าปรับตามจำนวนที่ อธิบดีหรือผู้ซึ่งอธิบดีมอบหมายเปรียบเทียบภายในสามสิบวันแล้ว ให้ถือว่าคดีเลิกกันตามบทบัญญัติ แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา
ถ้าผู้ต้องหาไม่ยินยอม ตามที่เปรียบเทียบหรือเมื่อยินยอมแล้วไม่ชำระค่าปรับภายในกำหนด เวลาดังกล่าวให้ดำเนินคดีเพื่อฟ้องร้องต่อไป
หมายเหตุ :- มาตรา 67ทวิ เพิ่มเติมโดยพรบ.รถยนต์ (ฉบับที่ 7) พ.ศ.2530
มาตรา 68 เพื่อประโยชน์ในการจัดเก็บภาษีประจำปี ในกรณีที่เป็นรถที่จดทะเบียนแล้ว การเสียภาษีประจำปีในปีแรกภายหลังวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ ให้นายทะเบียนเปลี่ยนแปลง กำหนดระยะเวลาการเสียภาษีใหม่ โดยเฉลี่ยจำนวนรถที่จะต้องเสียภาษีออกไปเป็นรายเดือน ตามระยะเวลาและจำนวนที่นายทะเบียนเห็นสมควร และประกาศ ณ ที่ทำการของนายทะเบียน ให้ผู้มีหน้าที่เสียภาษีทราบล่วงหน้าไม่น้อยกว่าหนึ่งเดือน ทั้งนี้ ให้นายทะเบียนดำเนินการภายใน สองปีนับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ
การคิดภาษีเป็นรายเดือนตามวรรคหนึ่ง ให้คิดเฉลี่ยจากอัตราภาษีประจำปีสำหรับรถชนิดนั้น
มาตรา 69 สำหรับรถและเครื่องอุปกรณ์ของรถอันมิชอบด้วยพระราชบัญญัตินี้ที่มีอยู่แล้วในวัน ที่ประกาศพระราชบัญญัตินี้ในราชกิจจานุเบกษา หรือที่จะนำเข้ามาในราชอาณาจักรภายในหก เดือนนับแต่วันที่ประกาศพระราชบัญญัตินี้ในราชกิจจานุเบกษา ให้รัฐมนตรีมีอำนาจผ่อนผันได้ ตามควรแก่กรณี และถ้าจะอนุญาตให้ใช้ต่อไป ให้มีกำหนดเวลาไม่เกินสามปี นับแต่วันที่ประกาศ พระราชบัญญัตินี้ในราชกิจจานุเบกษา
มาตรา 70 บรรดากฎกระทรวง คำสั่ง หรือประกาศที่ออกตามพระราชบัญญัติรถยนต์ พุทธศักราช 2473 ให้ยังคงใช้บังคับได้ต่อไปเพียงเท่าที่ไม่ขัดหรือแย้งกับพระราชบัญญัตินี้จนกว่าจะมีกฎกระทรวง คำสั่ง หรือประกาศตามพระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ
มาตรา 71 ในท้องที่ใดที่ได้มีการประกาศให้การประกอบการรับจ้างบรรทุกคนโดยสารใช้ รถยนต์บรรทุกคนโดยสารไม่เกินเจ็ดคนต้องดำเนินการโดยบริษัทมหาชนจำกัด บริษัทจำกัดหรือ สหกรณ์ และต้องได้รับใบอนุญาตจากนายทะเบียนตามพระราชบัญญัติรถยนต์ พุทธศักราช 2473 รวมทั้งที่ได้มีการขยายระยะเวลาตามประกาศดังกล่าว ให้ถือว่าประกาศนั้นเป็นประกาศของ รัฐมนตรีตาม มาตรา 23 และให้ผู้ได้รับใบอนุญาตประกอบการในท้องที่ดังกล่าวอยู่แล้วในวันที่ พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ เป็นผู้ได้รับใบอนุญาตตาม มาตรา 23 และต้องดำเนินการโดย บริษัทมหาชนจำกัด บริษัทจำกัดหรือสหกรณ์ต่อไป
มาตรา 72 บรรดาใบอนุญาตและใบอนุญาตขับรถยนต์ที่ออกตามพระราชบัญญัติรถยนต์ พุทธศักราช 2473 ก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ ให้ยังคงมีผลใช้บังคับต่อไปจนกว่าจะสิ้นอายุใบอนุญาตหรือ ใบอนุญาตขับรถยนต์นั้น

:: ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ ส. โหตระกิตย์ รองนายกรัฐมนตรี

หมายเหต :- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ เนื่องจากกฎหมายว่าด้วยรถยนต์ ได้ประกาศใช้บังคับมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2473 นับเป็นเวลาเกือบห้าสิบปีแล้ว และในระหว่างระยะเวลา ดังกล่าวมีการแก้ไขเพิ่มเติมมาแล้วประมาณยี่สิบครั้ง อย่างไรก็ดียังมีบทบัญญัติอีกหลายมาตราี่ใช้อยู่ ไม่เหมาะสมกับกาลสมัยและสภาพการณ์ของบ้านเมือง สมควรปรับปรุงเสียใหม่ให้เหมาะสมและ รัดกุมยิ่งขึ้น จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้

อัตราค่าธรรมเนียม
(1) คำขอ ฉบับละ 5 บาท
(2) ใบคู่มือจดทะเบียนรถ ฉบับละ 100 บาท
(3) แผ่นป้ายทะเบียนรถ แผ่นละ 100 บาท
(3/1) การขอให้หมายเลขทะเบียนรถ
(ก) การขอใช้หมายเลขทะเบียนที่ออกให้ สำหรับรถคันหนึ่งมาใช้กับรถอีกคันหนึ่ง ครั้งละ 1,000 บาท
(ข) การขอใช้หมายเลขทะเบียน ซึ่งยังไม่เคยออกให้สำหรับรถคัดใด มาใช้กับรถที่จดทะเบียนแล้ว ครั้งละ 1,000 บาท
(ค) การขอใช้หมายเลขทะเบียนที่ต้อง เสียค่าธรรมเนียมพิเศษที่ได้จากการประมูล ตาม มาตรา 10/1 กับกรณีตาม (ก) หรือ (ข) ครั้งละ 3,000 บาท
(4) การขอค้นทะเบียนรถหรือขอแก้ไขเพิ่มเติมรายการ ในทะเบียนรถและใบคู่มือจดทะเบียนรถ
(ก) รถจักรยานยนต์ ครั้งละ 10 บาท
(ข) รถอื่นนอกจาก (ก) ครั้งละ 50 บาท
(5) การโอนทะเบียนรถ ครั้งละ 100 บาท
(6) การย้ายรถ
(ก) รถยนต์ ครั้งละ 50 บาท
(ข) รถอื่นนอกจาก (ก) ครั้งละ 20 บาท
(7) การตรวจสภาพรถ
(ก) รถจักรยานยนต์ คันละ 10 บาท
(ข) รถอื่นนอกจาก (ก) คันละ 50 บาท
(8) ใบอนุญาตตาม มาตรา 23 ฉบับละ 1,000 บาท
(9) ใบอนุญาตตาม มาตรา 27 ฉบับละ 1,000 บาท
(10) เครื่องหมายพิเศษตาม มาตรา 27 อันละ 100 บาท
(11) สมุดคู่มือประจำรถตาม มาตรา 27 เล่มละ 100 บาท
(12) ใบอนุญาตรถยนต์ตามอนุสัญญาว่าด้วยการจราจร ทางถนน ทำ ณ นครเจนีวา ค.ศ.1949 ซึ่งประเทศไทยได้ภาคยานุวัติ เมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2505 ฉบับละ 1,000 บาท
(13) ใบอนุญาตขับรถยนต์ตามอนุสัญญาว่าด้วย การจราจรทางถนน ทำ ณ นครเจนีวา ค.ศ.1949 ซึ่งประเทศไทยได้ภาคยานุวัติ เมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2505 ฉบับละ 500 บาท
(14) ใบอนุญาตขับรถชั่วคราวตาม มาตรา 43 (1) ฉบับละ 500 บาท
(15) ใบอนุญาตขับรถยนต์ส่วนบุคคล ฉบับละ 1,000 บาท
(16) ใบอนุญาตขับรถยนต์สามล้อส่วนบุคคล ฉบับละ 500 บาท
(17) ใบอนุญาตขับรถยนต์สาธารณะ ฉบับละ 1,000 บาท
(18) ใบอนุญาตขับรถสามล้อสาธารณะ ฉบับละ 500 บาท
(19) ใบอนุญาตขับรถจักรยานยนต์ส่วนบุคคล ฉบับละ 500 บาท
(19/1) ใบอนุญาตขับรถจักรยานยนต์สาธารณะ ฉบับละ 500 บาท
(20) ใบอนุญาตขับรถบดถนน ฉบับละ 500 บาท
(21) ใบอนุญาตขับรถแทรกเตอร์ ฉบับละ 500 บาท
(22) ใบอนุญาตขับรถตาม มาตรา 43 (9) ฉบับละ 500 บาท
(23) ใบอนุญาตขับรถจักรยานยนต์หนึ่งปี ฉบับละ 50 บาท
(24) ใบอนุญาตขับรถจักรยานยนต์ตลอดชีพ ฉบับละ 500 บาท
(25) ใบอนุญาตขับรถบดถนนสามปี ฉบับละ 150 บาท
(26) ใบอนุญาตขับรถแทรกเตอร์สามปี ฉบับละ 150 บาท
(27) ใบอนุญาตขับรถนอกจาก (14) ถึง (26) ฉบับละ 50 บาท
(28) การแก้ไขรายการในใบอนุญาตขับรถ ครั้งละ 50 บาท
(29) หนังสืออนุญาตตาม มาตรา 17 วรรคสอง หรือ มาตรา 18 ฉบับละ 50 บาท
(30) ใบแทนใบคู่มือจดทะเบียนรถ ฉบับละ 50 บาท
(31) ใบแทนใบอนุญาต ครั้งหนึ่งของค่าธรรมเนียม ใบอนุญาต แต่ไม่เกินฉบับละ 100 บาท
(32) ใบแทนเครื่องหมายการเสียภาษีประจำปี ฉบับละ 20 บาท
(33) ใบแทนหนังสืออนุญาต ฉบับละ 25 บาท
(34) ค่าธรรมเนียมอื่น ครั้งละ 20 บาท
(35) การรับรองสำเนาเอกสาร แผ่นละ 20 บาท
(36) การต่ออายุใบอนุญาตขับรถ ครั้งละเท่ากับค่าธรรมเนียมสำหรับใบอนุญาตขับรถแต่ละฉบับ
หมายเหตุ :- อัตราค่าธรรมเนียม (3/1) และ (36) เพิ่มเติมโดยพรบ.รถยนต์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2524
อัตราค่าธรรมเนียม (14) (15) (16) (17) (18) (20) (21) (22) แก้ไขโดยพรบ.รถยนต์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2524
อัตราค่าธรรมเนียม (23) ถึง (27) ยกเลิกโดยพรบ.รถยนต์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2524
อัตราค่าธรรมเนียม (19) แก้ไขโดยพรบ.รถยนต์ (ฉบับที่ 13) พ.ศ.2547
อัตราค่าธรรมเนียม (19/1) เพิ่มเติมโดยพรบ.รถยนต์ (ฉบับที่ 13) พ.ศ.2547

อัตราภาษีประจำปี
(1) รถยนต์นั่งส่วนบุคคลไม่เกินเจ็ดคนให้เก็บภาษีตามความจุของกระบอกสูบรวมกัน ของเครื่องยนต์ของรถยนต์แต่ละคัน ในอัตราดังต่อไปนี้
(ก) 600 ลูกบาศก์เซนติเมตรแรก ลูกบาศก์เซนติเมตรละ 0.50 บาท
(ข) ส่วนที่เกิน 600 ลูกบาศก์เซนติเมตร แต่ไม่เกิน 1,800 บาท ลูกบาศก์เซนติเมตร ลูกบาศก์เซนติเมตรละ 1.50 บาท
(ค) ส่วนที่เกิน 1,800 ลูกบาศก์เซนติเมตร ลูกบาศก์เซนติเมตรละ 4.00 บาท
รถยนต์ตาม (1) ที่นิติบุคคลเป็นเจ้าของ และมิได้ให้บุคคลธรรมดาเช่าซื้อในการ ประกอบธุรกิจเกี่ยวกับการให้เช่าซื้อของนิติบุคคลนั้นให้เก็บภาษีในอัตราสองเท่า
(2) รถยนต์นั่งส่วนบุคคลเกินเจ็ดคน ให้เก็บภาษีตามน้ำหนักในอัตราดังต่อไปนี้
(ก) น้ำหนักไม่เกิน 500 กิโลกรัม คันละ 150 บาท
(ข) น้ำหนักตั้งแต่ 501-750 กิโลกรัม คันละ 300 บาท
(ค) น้ำหนักตั้งแต่ 751-1,000 กิโลกรัม คันละ 450 บาท
(ง) น้ำหนักตั้งแต่ 1,000-1,250 กิโลกรัม คันละ 800 บาท
(จ) น้ำหนักตั้งแต่ 1,251-1,500 กิโลกรัม คันละ 1,000 บาท
(ฉ) น้ำหนักตั้งแต่ 1,501-1,750 กิโลกรัม คันละ 1,300 บาท
(ช) น้ำหนักตั้งแต่ 1,751-2,000 กิโลกรัม คันละ 1,600 บาท
(ซ) น้ำหนักตั้งแต่ 2,001-2,500 กิโลกรัม คันละ 1,900 บาท
(ฌ) น้ำหนักตั้งแต่ 2,501-3,000 กิโลกรัม คันละ 2,200 บาท
(ญ) น้ำหนักตั้งแต่ 3,001-3,500 กิโลกรัม คันละ 2,400 บาท
(ฎ) น้ำหนักตั้งแต่ 3,501-4,000 กิโลกรัม คันละ 2,600 บาท
(ฏ) น้ำหนักตั้งแต่ 4,001-4,500 กิโลกรัม คันละ 2,800 บาท
(ฐ) น้ำหนักตั้งแต่ 4,501-5,000 กิโลกรัม คันละ 3,000 บาท
(ฑ) น้ำหนักตั้งแต่ 5,001-6,000 กิโลกรัม คันละ 3,200 บาท
(ฒ) น้ำหนักตั้งแต่ 6,001-7,000 กิโลกรัม คันละ 3,400 บาท
(ณ) น้ำหนักตั้งแต่ 7,001 กิโลกรัม ขึ้นไป คันละ 3,600 บาท
(3) รถจักรยานยนต์ ให้คำนวณภาษีประจำปีในอัตราดังต่อไปนี้
(ก) รถจักรยานยนต์ส่วนบุคคล คันละ 100 บาท
(ข) รถจักรยานยนต์สาธารณะ คันละ 100 บาท
(4) รถพ่วงของรถจักรยานยนต์ส่วนบุคคล คันละ 50 บาท
(5) รถพ่วงนอกจาก (4) คันละ 100 บาท
(6) รถบดถนน คันละ 200 บาท
(7) รถแทรกเตอร์ใช้ในการเกษตร คันละ 50 บาท
(8) รถยนต์รับจ้างระหว่างจังหวัด รถยนต์บริการ ให้เก็บภาษีตาม น้ำหนักในอัตรา ดังต่อไปนี้
(ก) น้ำหนักไม่เกิน 500 กิโลกรัม คันละ 450 บาท
(ข) น้ำหนักตั้งแต่ 501-750 กิโลกรัม คันละ 750 บาท
(ค) น้ำหนักตั้งแต่ 751-1,000 กิโลกรัม คันละ 1,050 บาท
(ง) น้ำหนักตั้งแต่ 1,001-1,250 กิโลกรัม คันละ 1,350 บาท
(จ) น้ำหนักตั้งแต่ 1,251-1,500 กิโลกรัม คันละ 1,650 บาท
(ฉ) น้ำหนักตั้งแต่ 1,501-1,750 กิโลกรัม คันละ 2,100 บาท
(ช) น้ำหนักตั้งแต่ 1,751-2,000 กิโลกรัม คันละ 2,550 บาท
(ซ) น้ำหนักตั้งแต่ 2,001-2,500 กิโลกรัม คันละ 3,000 บาท
(ฌ) น้ำหนักตั้งแต่ 2,501-3,000 กิโลกรัม คันละ 3,450 บาท
(ญ) น้ำหนักตั้งแต่ 3,001-3,500 กิโลกรัม คันละ 3,900 บาท
(ฎ) น้ำหนักตั้งแต่ 3,501-4,000 กิโลกรัม คันละ 4,350 บาท
(ฏ) น้ำหนักตั้งแต่ 4,001-4,500 กิโลกรัม คันละ 4,800 บาท
(ฐ) น้ำหนักตั้งแต่ 4,501-5,000 กิโลกรัม คันละ 5,250 บาท
(ฑ) น้ำหนักตั้งแต่ 5,001-6,000 กิโลกรัม คันละ 5,700 บาท
(ฒ) น้ำหนักตั้งแต่ 6,001-7,000 กิโลกรัม คันละ 6,150 บาท
(ณ) น้ำหนักตั้งแต่ 7,001 กิโลกรัม ขึ้นไป คันละ 6,600 บาท
(9) รถยนต์รับจ้าง ให้เก็บภาษีตามน้ำหนักในอัตราดังต่อไปนี้
(ก) น้ำหนักไม่เกิน 500 กิโลกรัม คันละ 185 บาท
(ข) น้ำหนักตั้งแต่ 501-750 กิโลกรัม คันละ 310 บาท
(ค) น้ำหนักตั้งแต่ 751-1,000 กิโลกรัม คันละ 450 บาท
(ง) น้ำหนักตั้งแต่ 1,001-1,250 กิโลกรัม คันละ 460 บาท
(จ) น้ำหนักตั้งแต่ 1,251-1,500 กิโลกรัม คันละ 685 บาท
(ฉ) น้ำหนักตั้งแต่ 1,501-1,750 กิโลกรัม คันละ 875 บาท
(ช) น้ำหนักตั้งแต่ 1,751-2,000 กิโลกรัม คันละ 1,060 บาท
(ซ) น้ำหนักตั้งแต่ 2,001-2,500 กิโลกรัม คันละ 1,250 บาท
(ฌ) น้ำหนักตั้งแต่ 2,501-3,000 กิโลกรัม คันละ 1,435 บาท
(ญ) น้ำหนักตั้งแต่ 3,001-3,500 กิโลกรัม คันละ 1,625 บาท
(ฎ) น้ำหนักตั้งแต่ 3,501-4,000 กิโลกรัม คันละ 1,810 บาท
(ฏ) น้ำหนักตั้งแต่ 4,001-4,500 กิโลกรัม คันละ 2,000 บาท
(ฐ) น้ำหนักตั้งแต่ 4,501-5,000 กิโลกรัม คันละ 2,185 บาท
(ฑ) น้ำหนักตั้งแต่ 5,001-6,000 กิโลกรัม คันละ 2,375 บาท
(ฒ) น้ำหนักตั้งแต่ 6,001-7,000 กิโลกรัม คันละ 2,560 บาท
(ณ) น้ำหนักตั้งแต่ 7,001 กิโลกรัม ขึ้นไป คันละ 2,750 บาท
(10) รถยนต์บรรทุกส่วนบุคคลหรือรถยนต์สำหรับลากจูงซึ่งมิได้ใช้ในการประกอบการขนส่ง ส่วนบุคคลตามกฎหมายว่าด้วยการขนส่งทางบกหรือรถแทรกเตอร์ที่มิได้ใช้ในการเกษตร ให้เก็บ ภาษีตามน้ำหนักในอัตราดังต่อไปนี้
(ก) น้ำหนักไม่เกิน 500 กิโลกรัม คันละ 300 บาท
(ข) น้ำหนักตั้งแต่ 501-750 กิโลกรัม คันละ 450 บาท
(ค) น้ำหนักตั้งแต่ 751-1,000 กิโลกรัม คันละ 600 บาท
(ง) น้ำหนักตั้งแต่ 1,001-1,250 กิโลกรัม คันละ 750 บาท
(จ) น้ำหนักตั้งแต่ 1,251-1,500 กิโลกรัม คันละ 900 บาท
(ฉ) น้ำหนักตั้งแต่ 1,501-1,750 กิโลกรัม คันละ 1,050 บาท
(ช) น้ำหนักตั้งแต่ 1,751-2,000 กิโลกรัม คันละ 1,350 บาท
(ซ) น้ำหนักตั้งแต่ 2,001-2,500 กิโลกรัม คันละ 1,650 บาท
(ฌ) น้ำหนักตั้งแต่ 2,501-3,000 กิโลกรัม คันละ 1,950 บาท
(ญ) น้ำหนักตั้งแต่ 3,001-3,500 กิโลกรัม คันละ 2,250 บาท
(ฎ) น้ำหนักตั้งแต่ 3,501-4,000 กิโลกรัม คันละ 2,550 บาท
(ฏ) น้ำหนักตั้งแต่ 4,001-4,500 กิโลกรัม คันละ 2,850 บาท
(ฐ) น้ำหนักตั้งแต่ 4,501-5,000 กิโลกรัม คันละ 3,150 บาท
(ฑ) น้ำหนักตั้งแต่ 5,001-6,000 กิโลกรัม คันละ 3,450 บาท
(ฒ) น้ำหนักตั้งแต่ 6,001-7,000 กิโลกรัม คันละ 3,750 บาท
(ณ) น้ำหนักตั้งแต่ 7,001 กิโลกรัม ขึ้นไป คันละ 4,050 บาท
ในการคำนวณน้ำหนัก ให้รวมน้ำหนักของรถและเครื่องอุปกรณ์ที่ติดกับตัวรถตามปกติแต่ไม่รวม น้ำหนักน้ำมันเชื้อเพลิง น้ำมันเครื่อง น้ำและเครื่องมือประจำรถ ถ้ามีเศษของกิโลกรัมให้ปัดทิ้ง
หมายเหตุ :- อัตราภาษีประจำปี (1) แก้ไขโดยพรบ.รถยนต์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2524
อัตราภาษีประจำปี (3) (4) แก้ไขโดยพรบ.รถยนต์ (ฉบับที่ 13) พ.ศ.2547


 
  ทั้งหมดบน website นี้สงวนลิขสิทธิ์ ตาม พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ 2537
ดำเนินงานโดย thethailaw.com ขอบคุณทุกท่านที่แวะมาเยี่ยมเยียน
Update