แนะนำ ขอคำแนะนำ ต้องการสนับสนุน 
กฎหมายดอตคอม คลิกที่นี่!!หน้าหลัก กฎหมายดอตคอม
     
 
 
พระราชบัญญัติ
การบริหารหนี้สาธารณะ
พ.ศ. 2548
 
ภูมิพลอดุลยเดช ป.ร.
ให้ไว้ ณ วันที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2548
เป็นปีที่ 60 ในรัชกาลปัจจุบัน

::
บทนิยาม มาตรา 1-5
:: หมวด1 บททั่วไป มาตรา 6-19
:: หมวด2 หนี้ที่รัฐบาลกู้ มาตรา 20-26
:: หมวด3 หนี้ที่รัฐบาลค้ำประกัน มาตรา 27-30
:: หมวด4 คณะกรรมการนโยบายและกํากับการบริหารหนี้สาธารณะ มาตรา 31-36
:: บทเฉพาะกาล มาตรา 37


 
     

     
 
 

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้า ฯ ให้ประกาศว่า
โดยที่เป็นการสมควรมีกฎหมายว่าด้วยการบริหารหนี้สาธารณะ
จึงทรงพระกรุ ณาโปรดเกล้า ฯ ให้ ตราพระราชบัญญั ติขึ้นไว้ โดยคําแนะนําและยินยอมของรัฐสภา ดังต่อไปนี้
มาตรา 1 พระราชบัญญัตินี้เรียกว่า "พระราชบัญญัติ การบริหารหนี้สาธารณะ พ.ศ. 2548"
มาตรา 2 พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษา เป็นต้นไป
มาตรา 3 ให้ยกเลิก
(1) พระราชบัญญัติ ตั๋วเงินคลัง พ.ศ. 2487
(2) พระราชบัญญัติ กําหนดอํานาจกระทรวงการคลังในการค้ำประกัน พ.ศ. 2510
ประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 110 ลงวันที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2515
พระราชบัญญัติ กําหนดอํานาจกระทรวงการคลังในการค้ำประกัน (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2519
ประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 17 ลงวันที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2520
(3) พระราชบัญญัติ กู้เงินเพื่อการป้องกันประเทศ พ.ศ. 2519
(4) พระราชบัญญัติ ให้อํานาจกระทรวงการคลังกู้เงินจากต่างประเทศ พ.ศ. 2519
(5) พระราชบั ญญัติ ให้อํานาจกระทรวงการคลังกู้เงินจากรัฐบาลต่างประเทศเพื่อจัดซื้อยุทโธปกรณ์ทางทหาร พ.ศ. 2524
(6) พระราชกําหนด ให้อํานาจกระทรวงการคลังปรับโครงสร้างเงินกู้ต่างประเทศ พ.ศ. 2528
(7) พระราชกําหนด ให้อํานาจกระทรวงการคลังกู้เงินจากต่างประเทศเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจ พ.ศ. 2541
มาตรา 4 ในพระราชบัญญัตินี้
"หนี้สาธารณะ" หมายความว่า หนี้ที่กระทรวงการคลัง หน่วยงานของรัฐ หรือรัฐวิสาหกิจกู้ หรือหนี้ที่กระทรวงการคลังค้ำประกัน แต่ไม่รวมถึงหนี้ของรัฐวิสาหกิจที่ทําธุรกิจให้กู้ยืมเงินโดยกระทรวงการคลังมิได้ค้ำประกัน
"การบริหารหนี้สาธารณะ" หมายความว่า การก่อหนี้โดยการกู้หรือการค้ำประกันการชําระหนี้การปรับโครงสร้างหนี้และการดําเนินการอื่นที่เกี่ยวข้องกับหนี้สาธารณะ
"การค้ำประกัน" หมายความรวมถึงการอาวัลตั๋วเงินด้วย
"ตราสารหนี้" หมายความว่า ตั๋วเงินคลัง ตั๋วสัญญาใช้เงินพันธบัตรและตราสารอื่นที่มีผลก่อให้เกิดหนี้ตามที่ คณะกรรมการกําหนด และให้หมายความรวมถึงตราสารหนี้ที่ออกในระบบไร้ใบตราสารด้วย
"ตั๋วเงินคลัง" หมายความว่า เอกสารการก่อหนี้ผูกพันระยะสั้นที่กระทรวงการคลังเป็นผู้ออก โดยมีอายุนับแต่วันที่ออกไม่เกินสิบสองเดือน
"ตั๋วสัญญาใช้เงิน" หมายความว่า ตั๋วสัญญาใช้เงินตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
"พันธบัตร" หมายความว่า เอกสารการก่อหนี้ผูกพันระยะยาวที่มีอายุนับแต่วันที่ออกตั้งแต่สิบสองเดือนขึ้นไป
"หน่วยงานของรัฐ" หมายความว่า กระทรวง ทบวง กรมหรือส่วนราชการที่มีชื่อเรียกอย่างอื่นและมีฐานะเป็นกรม ส่วนราชการสังกัดรัฐสภา ศาล และหน่วยงานอื่นของรัฐ แต่ไม่รวมองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและรัฐวิสาหกิจ
"หน่วยงานในกํากับดูแลของรัฐ" หมายความว่า หน่วยงานอื่นของรัฐที่มิใช่ส่วนราชการและรัฐวิสาหกิจ
"องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น" หมายความว่า องค์การบริหารส่วนจังหวัด เทศบาล องค์การบริหารส่วนตําบล กรุงเทพมหานคร เมืองพัทยา และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอื่นที่มี กฎหมายจัดตั้ง
"รัฐวิสาหกิจ" หมายความว่า
(ก) องค์การของรัฐบาลตามกฎหมายว่าด้วยการจัดตั้งองค์ การของรัฐบาล กิจการของรัฐซึ่งมีกฎหมายจัดตั้งขึ้น หรือหน่วยงานธุรกิจที่รัฐบาลเป็นเจ้าของ
(ข) บริษัทจํากัดหรือบริษัทมหาชนจํากัดที่หน่วยงานของรัฐหรือรัฐวิสาหกิจตาม (ก) มี ทุน รวมอยู่ด้วยเกินร้อยละห้าสิบ
(ค) บริษัทจํากัดหรือบริษัทมหาชนจํากั ดที่หน่วยงานของรัฐและรัฐวิสาหกิจตาม (ก) หรือ (ข) หรือรัฐวิสาหกิจตาม (ก) และ (ข) มีทุนรวมอยู่ด้วยเกินร้อยละห้าสิบ โดยให้คํานวณเฉพาะทุนตามสัดส่วนที่เป็นของหน่วยงานของรัฐเท่านั้น
"สถาบันการเงินภาครัฐ" หมายความว่า สถาบันการเงินที่มีกฎหมายจัดตั้งขึ้นสําหรับให้กู้ยืม เพื่อส่งเสริมเกษตรกรรมพาณิชยกรรม หรืออุตสาหกรรม
"คณะกรรมการ" หมายความว่า คณะกรรมการนโยบายและกํากับการบริหารหนี้สาธารณะ
"สํานักงาน" หมายความว่า สํานักงานบริหารหนี้สาธารณะ
"รัฐมนตรี" หมายความว่า รัฐมนตรีผู้รักษาการตามพระราชบัญญัตินี้
มาตรา 5 ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังรักษาการตามพระราชบัญญัตินี้และให้มีอํานาจ ออกกฎกระทรวงประกาศ และระเบียบเพื่อปฏิบัติการตามพระราชบัญญัตินี้
กฎกระทรวงนั้น เมื่อได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้วให้ใช้บังคับได้

:: หมวด 1 บททั่วไป
มาตรา 6 การบริหารหนี้สาธารณะให้เป็นไปตามที่กําหนดในพระราชบัญญัตินี้
มาตรา 7 ให้กระทรวงการคลังเป็นผู้มีอํานาจในการกู้เงินหรือค้ำประกันในนามรัฐบาล แห่งราชอาณาจักรไทยแต่ผู้เดียว โดยอนุมัติคณะรัฐมนตรี
มาตรา 8 หน่วยงานของรัฐนอกจากกระทรวงการคลังจะกู้เงินหรือค้ำประกันมิได้ เว้นแต่มีกฎหมายให้อํานาจไว้เป็นการเฉพาะ
มาตรา 9 รัฐวิสาหกิจที่ไม่ใช่นิติบุคคล หากมีความจําเป็นต้องกู้เงินเพื่อใช้ดําเนินกิจการ ให้กระทรวงเจ้าสังกัดมีอํานาจกู้ให้ได้เมื่อได้รับความเห็นชอบจากรัฐมนตรี แต่ถ้าเป็นการกู้เงินเพื่อ การลงทุนรัฐวิสาหกิจนั้นจะต้องเสนอแผนงานลงทุนให้คณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติพิจารณาให้ความเห็นชอบก่อน ทั้งนี้ หากเป็นการกู้เงินเกินห้าสิบล้านบาท จะต้องได้รับอนุมัติจากคณะรัฐมนตรีด้วย
เงินที่ได้รับจากการกู้เงินตามมาตรานี้ ให้จ่ายแก่รัฐวิสาหกิจนั้นเพื่อนําไปใช้ตามวัตถุประสงค์ ได้โดยไม่ต้องนําส่งกระทรวงการคลังตามกฎหมายว่าด้วยวิธีการงบประมาณและกฎหมายว่าด้วยเงินคงคลัง
มาตรา 10 การกู้เงินตามพระราชบัญญัตินี้จะทําเป็นสั ญญาหรือออกตราสารหนี้หรือวิธีการ อื่นใดก็ได้ ทั้งนี้ ตามที่คณะรัฐมนตรีอนุมัติ
การกู้เงินตามวรรคหนึ่ง กระทรวงการคลังจะกู้จากหรือผ่านบุคคลอื่นใดที่มิใช่เป็นผู้ให้กู้ โดยตรงไม่ได้ เว้นแต่การกู้เงินโดยการออกตราสารหนี้ กระทรวงการคลังจะจําหน่ายตราสารหนี้ ผ่านผู้จัดจําหน่ายก็ได้
การกู้เงินโดยวิธีการออกตราสารหนี้ ให้ออกได้ ตามจํานวนเงินระยะเวลาและวิธีการออก ตราสารหนี้ที่รัฐมนตรีประกาศกําหนด
มาตรา 11 การออกตราสารหนี้ในประเทศ รัฐมนตรีอาจมอบหมายให้ธนาคารแห่งประเทศไทย หรือบุคคลอื่นจัดจําหน่ายก็ได้
ภายใต้ บังคับวรรคหนึ่ง การออกตราสารหนี้ การซื้อขายตราสารหนี้ การโอนตราสารหนี้ การใช้ตราสารหนี้เป็น หลักประกัน โดยส่งมอบหรือไม่ต้องส่งมอบใบตราสาร การบังคับหลักประกัน การมอบหมายให้บุคคลจัดจําหน่าย ให้เป็นไปตามแบบ หลักเกณฑ์ วิธี การและเงื่อนไขที่กําหนด ในกฎกระทรวง ทั้งนี้ โดยมิให้ นําบทบัญญัติว่าด้วยจํานําแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาใช้บังคับ เว้นแต่กฎกระทรวงจะกําหนดไว้เป็นอย่างอื่น
มาตรา 12 ให้รัฐมนตรี หรือผู้ซึ่งรัฐมนตรีมอบหมายมี อํานาจลงนามในสัญญากู้ หนังสือ หรือสั ญญาค้ำประกัน หรือตราสารหนี้ แต่ในกรณีที่เป็นการมอบหมายให้มี อํานาจลงนามใน ตราสารหนี้ต้องประกาศการมอบหมายนั้นในราชกิจจานุเบกษา
มาตรา 13 เงินต้น ดอกเบี้ย และค่าใช้จ่ายในการกู้เงิน การออกและจัดการตราสารหนี้ ให้จ่ายจากเงินที่ ตั้งไว้ในงบประมาณรายจ่ายประจํ าปี เว้นแต่ในกรณีของตั๋ วเงินคลังหรือเป็นกรณีที่ กฎหมายว่าด้วยเงินคงคลังอนุญาตให้จ่ายจากเงินคงคลัง จะจ่ายจากเงินคงคลังก็ได้
มาตรา 14 ให้กระทรวงการคลังมีอํานาจปรับโครงสร้างหนี้สาธารณะ โดยดําเนินการกู้เงินรายใหม่เพื่อชําระหนี้เดิม แปลงหนี้ ชําระหนี้ก่อนถึงกําหนดชําระ ขยายระยะเวลาชําระหนี้ ต่ออายุ ซื้อคืน หรือไถ่ถอนตราสารหนี้ ของรัฐบาล หรือทําธุรกรรมทางการเงินอื่น ที่เป็นประโยชน์ต่อการปรับโครงสร้างหนี้สาธารณะตามที่กําหนดในกฎกระทรวง
มาตรา 15 เพื่อประโยชน์ในการปรับโครงสร้างหนี้สาธารณะ กระทรวงการคลังอาจชําระหนี้แทนรัฐวิสาหกิจ หรือสถาบันการเงินภาครัฐได้ และเมื่อกระทรวงการคลังได้ชําระหนี้แล้ว ให้หน่วยงานดังกล่าวเป็นหนี้กระทรวงการคลังตามจํานวนเงินที่ กระทรวงการคลังได้ชําระรวมทั้ง ค่าใช้จ่ายอื่นใดที่เกิดขึ้นจากการดําเนินการดังกล่าว
มาตรา 16 ในการกู้เงินแต่ละครั้ง ให้กระทรวงการคลังประกาศแหล่งเงินกู้ สกุลเงินกู้ จํานวนเงินกู้ การคํานวณเงินตราต่างประเทศเป็นเงินบาท อัตราดอกเบี้ยค่าธรรมเนียม ค่าใช้จ่าย ค่าส่วนลดระยะเวลาการชําระเงินต้นคืน วัตถุประสงค์ของการใช้จ่ายเงินกู้ เงื่อนไข วิธีการและสาระสําคัญอื่นใด ตามที่จําเป็นในราชกิจจานุเบกษาภายในหกสิบวันนับแต่วันที่ทําสัญญากู้หรือออกตราสารหนี้แล้วแต่กรณี
ภายในหกสิบวันหลังจากวันสิ้นเดือนมีนาคมและเดือนกันยายนของทุกปีให้กระทรวงการคลัง สรุปรายงานสถานะของหนี้สาธารณะและประกาศในราชกิจจานุเบกษา โดยรายงานดังกล่าว ต้องแสดงหนี้สาธารณะที่เกิดจากการกู้เงินและค้ำประกัน ณ วันสิ้นเดือนดังกล่าว รวมทั้งรายการการกู้เงินและการค้ำประกันที่เกิดขึ้นใหม่ในช่วงระยะเวลาระหว่างเดือนตุลาคมถึงเดือนมีนาคม และเดือนเมษายนถึงเดือนกันยายนตามลําดับ
มาตรา 17 ภายในหกสิบวัน นับแต่วันสิ้นปีงบประมาณ ให้กระทรวงการคลังรายงานการกู้เงิน และการค้ำประกันที่กระทําในปีงบประมาณที่ล่วงมาแล้วให้รัฐสภาทราบ โดยรายงานดังกล่าวอย่างน้อยต้องระบุรายละเอียดของการกู้เงินและการคำประกัน รวมถึงผลสัมฤทธิ์ที่ได้รับหรือคาดว่าจะ ได้รับ
มาตรา 18 การคํานวณเงินตราต่างประเทศสกุลใดเป็นเงินบาท ให้คํานวณตามอัตรา แลกเปลี่ยนตามประกาศของธนาคารแห่งประเทศไทยในวันที่ทําสัญญากู้ สั ญญาคำประกันหรือออกตราสารหนี้ แต่ในรายงานตามมาตรา 16 วรรคสอง ให้คํานวณตามอัตราแลกเปลี่ยนดังกล่าว ณ วันทําการสุดท้ายของเดือนมีนาคมหรือเดือนกันยายน แล้วแต่กรณี
มาตรา 19 ในกรณีที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นใดกู้เงิน โดยอาศัยอํานาจตามกฎหมายที่จัดตั้งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนั้นหรือกฎหมายอื่นใด โดยมิใช้เป็นการกู้เงินจาก กระทรวงการคลัง ห้ามมิให้กระทรวงการคลังหรือหน่วยงานอื่นใดของรัฐเข้ารับผิดชอบหรือ ค้ำประกันหนี้นั้นหรือตั้งงบประมาณรายจ่ายเพื่อชําระเงินต้นหรือดอกเบี้ยเงินกู้ดังกล่าว
ความในวรรคหนึ่งให้ใช้บังคับกับการกู้เงินของหน่วยงานในกํากับดูแลของรัฐด้วยโดยอนุโลม

:: หมวด 2 หนี้ที่รัฐบาลกู้
มาตรา 20 ให้ กระทรวงการคลังกู้เงินได้เฉพาะเพื่อวั ตถุประสงค์อย่างหนึ่งอย่างใด ดังต่อไปนี้
(1) ชดเชยการขาดดุลงบประมาณหรือเมื่อมีรายจ่ายสูงกว่ารายได้
(2) พัฒนาเศรษฐกิจและสังคม
(3) ปรับโครงสร้างหนี้สาธารณะ
(4) ให้หน่วยงานอื่นกู้ต่อ
เงินบาทหรือเงินตราต่างประเทศที่ได้รับจากการกู้เงินตาม (2) ถึง (4) ให้นําไปใช้ได้ตามวัตถุประสงค์ของการกู้เงิน หรือตามที่คณะรัฐมนตรีอนุมัติ โดยไม่ต้องนําส่งกระทรวงการคลังตาม กฎหมายว่าด้วยวิธีการงบประมาณและกฎหมายว่าด้วยเงินคงคลัง
มาตรา 21 การกู้ เงินเพื่อชดเชยการขาดดุลงบประมาณหรือเมื่อมีรายจ่ายสูงกว่ารายได้ในปีงบประมาณหนึ่ง ให้กระทรวงการคลังกู้เป็นเงินบาทไม่เกินวงเงิน
(1) ร้อยละยี่สิบของงบประมาณรายจ่ายประจําปีที่ใช้บังคับอยู่ในขณะนั้นและงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติม และ
(2) ร้อยละแปดสิบของงบประมาณรายจ่ายที่ตั้งไว้สําหรับชําระคืนเงินต้น
มาตรา 22 การกู้เงินเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมให้กระทําได้เมื่อมีความจําเป็นต้องใช้จ่ายเงินนอกเหนือ จากงบประมาณรายจ่ายประจําปี และต้องใช้เป็นเงินตราต่างประเทศ หรือจําเป็นต้องกู้เงินเพื่อเสริมสร้างความมั่นคงทางการเงินของประเทศ โดยให้กระทรวงการคลังกู้ เป็นเงินตราต่างประเทศได้ไม่เกินร้อยละสิบของงบประมาณรายจ่ายประจําปี
การกู้เงินตามวรรคหนึ่งให้กําหนดวัตถุประสงค์ของการใช้เงินอย่างชัดเจน และเป็นไปตามหลักเกณฑ์วิธีการและเงื่อนไขที่รัฐมนตรีกําหนดโดยอนุมัติคณะรัฐมนตรี
มาตรา 23 ในการกู้เงินตามมาตรา 22 ถ้าภาวะตลาดการเงินในประเทศเอื้ออํานวย และจะเป็นประโยชน์ ต่อการพัฒนาระบบการเงิน การคลัง และตลาดทุน กระทรวงการคลังโดย อนุมัติคณะรัฐมนตรีอาจกู้เป็นเงินบาทแทนการกู้เงินตราต่างประเทศก็ได้
มาตรา 24 การกู้เงินเพื่อปรับโครงสร้างหนี้ สาธารณะให้กระทําได้เฉพาะเพื่อเป็นการประหยัดลดความเสี่ยง ในอัตราแลกเปลี่ยนหรือกระจายภาระการชําระหนี้ โดยให้กระทรวงการคลังดําเนินการดังต่อไปนี้
(1) กู้เงินเพื่อชําระหนี้เงินกู้ของกระทรวงการคลังไม่เกินจํานวนเงินกู้ที่ยังค้างชําระ หรือ
(2) กู้เงินเพื่อชําระหนี้ที่กระทรวงการคลังคำประกันไม่เกินจํานวนเงินที่ยังมีภาระการค้ำประกันอยู่
เงินกู้ตาม (2) ให้นับรวมในวงเงินตามมาตรา 21 หรือมาตรา 22 แล้วแต่กรณี
การกู้เงินตามวรรคหนึ่ง หากเป็นการกู้เงินรายใหม่เพื่อปรับโครงสร้างหนี้เงินกู้ที่เป็นเงินบาท ให้กู้เป็นเงินบาทเท่านั้น
การดําเนินการตามวรรคหนึ่ง ถ้าเป็นการกู้เงินที่มีระยะเวลาการชําระหนี้เกินสิบสองเดือนให้ รายงานคณะรัฐมนตรีเพื่อทราบ
มาตรา 25 ในกรณีที่หน่วยงานของรัฐหน่วยงานในกํากับดูแลของรัฐองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น รัฐวิสาหกิจหรือสถาบันการเงินภาครัฐมีความจําเป็นต้องใช้เงินตราต่างประเทศ สําหรับโครงการหรือแผนงานที่ รัฐบาลเห็นว่ามีความจําเป็นเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม และหากกระทรวงการคลังเป็นผู้กู้ และนํามาให้หน่วยงานดังกล่าวกู้ต่อจะเป็นการประหยัดและทําให้การบริหารหนี้สาธารณะมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ให้กระทรวงการคลังมีอํานาจกู้เงินเป็นเงินตราต่างประเทศ เพื่อให้หน่วยงานดังกล่าวกู้ต่อได้ ตามหลักเกณฑ์วิธีการและเงื่อนไขที่กําหนดในกฎกระทรวง
การกู้เงินตามวรรคหนึ่ง ให้นับรวมในวงเงินตามมาตรา 22
มาตรา 26 กระทรวงการคลังมีอํานาจเรียกเก็บดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียมการชําระหนี้ แทนตามมาตรา 15 หรือการให้กู้ต่อตามมาตรา 25 ได้ในอัตราและเงื่อนไขที่กําหนดในกฎกระทรวง

:: หมวด 3 หนี้ที่รัฐบาลค้ำประกัน
มาตรา 27 ภายใต้บังคับมาตรา 19 ให้ กระทรวงการคลังมีอํานาจค้ำประกันการชําระหนี้ของหน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจหรือสถาบันการเงินภาครัฐ โดยจะค้ำประกันเต็มจํานวนหรือแต่บางส่วนก็ได้ ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขที่รัฐมนตรีกําหนดโดยอนุมัติคณะรัฐมนตรี
มาตรา 28 ในปีงบประมาณหนึ่ง กระทรวงการคลังจะค้ำประกันได้ ไม่เกินร้อยละยี่สิบ ของงบประมาณรายจ่ายประจําปีที่ใช้บังคับอยู่ในขณะนั้นและงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติม
มาตรา 29 หลักเกณฑ์ และกรอบวงเงินที่กระทรวงการคลังจะค้ำประกันหรือให้กู้ต่อ แก่รัฐวิสาหกิจหรือสถาบันการเงินภาครัฐใด ให้เป็นไปตามที่คณะกรรมการกําหนด
กระทรวงการคลังจะคheประกันหรือให้กู้ต่อแก่รัฐวิสาหกิจใดที่มิได้ประกอบกิจการอันเป็นสาธารณูปโภค และมีผลประกอบการขาดทุนติดต่อกันเกินสามปีไม่ได้ ทั้งนี้ เว้นแต่คณะรัฐมนตรีจะ มีมติให้ยุบเลิกรัฐวิสาหกิจนั้น และเป็นการค้ำประกันหรือให้กู้ต่อแก่รัฐวิสาหกิจนั้นในระหว่าง การดําเนินการเพื่อยุบเลิก
มาตรา 30 กระทรวงการคลังมีอํานาจเรียกเก็บค่าธรรมเนียมการค้ำประกันหรือค่าธรรมเนียม อื่นใดได้ในอัตราและเงื่อนไขที่กําหนดในกฎกระทรวง

:: หมวด 4 คณะกรรมการนโยบายและกํากับการบริหารหนี้สาธารณะ
มาตรา 31 ให้มี คณะกรรมการคณะหนึ่งเรียกว่า "คณะกรรมการนโยบายและกํากับ การบริหารหนี้สาธารณะ" ประกอบด้วย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเป็นประธานกรรมการรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลังคนหนึ่งซึ่งรัฐมนตรีมอบหมายเป็น รองประธานกรรมการ ปลัดกระทรวงการคลัง เลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิและสังคมแห่งชาติ ผู้อํานวยการ สํานักงบประมาณ ผู้อํานวยการสํานักงานเศรษฐกิจการคลัง อธิบดีกรมบัญชี กลางและผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยเป็นกรรมการโดยตําแหน่ง และผู้ทรงคุณวุฒิ ซึ่งคณะรัฐมนตรีแต่งตั้ง จํานวนสามคนเป็นกรรมการ
ให้ผู้อํานวยการสํานักงานบริหารหนี้ สาธารณะเป็นกรรมการและเลขานุการ และบุคคลอื่น ไม่เกินสองคนซึ่งคณะกรรมการกําหนดเป็นผู้ช่วยเลขานุการ
กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิตามวรรคหนึ่ง ให้พิจารณาแต่งตั้งจากผู้ซึ่งมีความรู้ความเชี่ยวชาญ และประสบการณ์ทางด้านการเงิน การคลัง การบริหารหนี้สาธารณะ การงบประมาณหรือกฎหมาย และต้องมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้าม ดังต่อไปนี้
(1) มีสัญชาติไทย
(2) ไม่เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ยกเว้นคณาจารย์ประจําในสถาบันอุดมศึกษา
(3) ไม่เป็นผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมืองที่ปรึกษาพรรคการเมือง หรือเจ้าหน้าที่ในพรรคการเมือง
(4) ไม่มีผลประโยชน์เกี่ยวข้องกับการบริหารหนี้สาธารณะ
มาตรา 32 ให้กรรมการซึ่งคณะรัฐมนตรีแต่งตั้งมีวาระดํารงตําแหน่งคราวละสามปี
ในกรณีที่กรรมการซึ่งคณะรัฐมนตรีแต่งตั้งพ้นจากตําแหน่งก่อนวาระให้ผู้ได้รับแต่งตั้ง ให้ดํารงตําแหน่งแทนอยู่ในตําแหน่งเท่ากับวาระที่เหลืออยู่ของกรรมการซึ่งได้รับแต่งตั้งไว้แล้ว
เมื่อครบกําหนดตามวาระดังกล่าวในวรรคหนึ่ง หากยังมิได้มีการแต่งตั้งกรรมการขึ้นใหม่ให้ กรรมการซึ่งพ้นจากตําแหน่งตามวาระนั้นอยู่ในตําแหน่งเพื่อดําเนินงานต่อไปจนกว่าจะมีการแต่งตั้ง กรรมการขึ้นใหม่
กรรมการซึ่งพ้นจากตําแหน่งตามวาระอาจได้รับแต่งตั้งอีกได้ แต่จะแต่งตั้งติดต่อกันเกินสอง วาระไม่ได้
มาตรา 33 นอกจากการพ้นจากตําแหน่งตามวาระ กรรมการซึ่งคณะรัฐมนตรีแต่งตั้งพ้นจากตําแหน่ง เมื่อ
(1) ตาย
(2) ลาออก
(3) คณะรัฐมนตรีให้ออกเพราะมีความประพฤติเสื่อมเสียหรือไม่สุจริตหรือบกพร่องต่อหน้าที่หรือหย่อนความสามารถ
(4) เป็นบุคคลล้มละลาย
(5) เป็นคนไร้ความสามารถหรือคนเสมือนไร้ความสามารถ
(6) ได้รับโทษจําคุกโดยคําพิพากษาถึงที่สุดให้จําคุก เว้นแต่เป็นโทษสําหรับความผิดที่ได้กระทําโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ
(7) ขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 31 วรรคสาม
มาตรา 34 การประชุมคณะกรรมการต้องมีกรรมการมาประชุมไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจํานวนกรรมการทั้งหมดจึงจะเป็นองค์ประชุม ถ้าประธานกรรมการไม่มาประชุมหรือไม่อยู่ในที่ประชุมให้รองประธานกรรมการเป็นประธานในที่ประชุม ถ้าประธานกรรมการและรองประธาน กรรมการไม่มาประชุมหรือไม่อยู่ในที่ประชุม ให้กรรมการที่มาประชุมเลือกกรรมการคนหนึ่งเป็นประธานในที่ประชุม
การวินิจฉัยชี้ขาดของที่ประชุ มให้ถือเสียงข้างมาก กรรมการคนหนึ่งให้มีเสียงหนึ่งในการ ลงคะแนน ถ้าคะแนนเสียงเท่ากัน ให้ประธานในที่ประชุมออกเสียงเพิ่มขึ้นอีกเสียงหนึ่งเป็นเสียงชี้ขาด
มาตรา 35 ให้คณะกรรมการมีอํานาจหน้าที่ดังต่อไปนี้
(1) รายงานสถานะของหนี้สาธารณะเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อทราบ ภายในหกสิบวันนับแต่วันที่คณะรัฐมนตรีแถลงนโยบายต่อรัฐสภาภายหลังการเข้ารับหน้าที่
(2) เสนอแผนการบริหารหนี้สาธารณะประจําปีงบประมาณและการปรับเปลี่ยนแผน ดังกล่าวต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาอนุมัติ
(3) จัดทําหลักเกณฑ์ในการกู้เงิน การค้ำประกัน การชําระหนี้และการปรับโครงสร้างหนี้ สาธารณะรวมถึงหลักเกณฑ์ เกี่ยวกับค่าใช้จ่ายในการกู้เงิน การออกและจัดการตราสารหนี้ ทั้งนี้ เมื่อคณะรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบแล้วให้หน่วยงานของรัฐ หน่วยงานในกํากับดูแลของรัฐองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น รัฐวิสาหกิจ และสถาบันการเงินภาครัฐยึดถือเป็นหลักปฏิบัติต่อไป
(4) เสนอคําแนะนําในการออกกฎกระทรวงตามมาตรา 26 และมาตรา 30
(5) ดําเนินการอื่นใดตามพระราชบัญญัตินี้หรือตามที่คณะรัฐมนตรีมอบหมาย
มาตรา 36 ให้สํานักงานบริหารหนี้สาธารณะมีหน้าที่รับผิดชอบเกี่ยวกั บกิจการทั่วไปของคณะกรรมการ และให้มีอํานาจหน้าที่ดังต่อไปนี้
(1) ศึกษา วิเคราะห์โครงสร้างหนี้สาธารณะ ตลอดจนหนี้ของรัฐวิสาหกิจที่ทําธุรกิจให้ กู้ยืมเงินและสถาบันการเงินภาครัฐที่กระทรวงการคลังไม่ได้ค้ำประกัน รวมถึงรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับ การประมาณการความต้องการเงินของภาครัฐและการบริหารหนี้สาธารณะ เพื่อเสนอต่อคณะกรรมการ
(2) ดําเนินการเกี่ยวกับการบริหารหนี้สาธารณะ ตลอดจนการจัดการกู้เงินเพื่อสํารองเงินคงคลัง การเบิกจ่ายเงินกู้และการชําระหนี้
(3) ให้ คําปรึกษา แนะนํา และส่งเสริมให้รัฐวิสาหกิจองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและ หน่วยงานอื่นของรัฐมีความสามารถในการบริหารจัดการหนี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
(4) ติดตามการปฏิบัติตามสัญญาที่ได้ผูกพันกับแหล่งเงินกู้ และประเมินผลการดําเนินงานที่ใช้จ่ายเงินกู้
(5) ปฏิบัติงานธุรการของคณะกรรมการ
(6) ปฏิบัติการอื่นตามที่พระราชบัญญัตินี้หรือกฎหมายอื่นกําหนดให้ เป็นอํานาจหน้าที่ของสํานักงาน หรือตามที่คณะรัฐมนตรีหรือคณะกรรมการมอบหมาย

:: บทเฉพาะกาล
มาตรา 37 พระราชบัญญัตินี้ ไม่มีผลกระทบต่อการกู้เงินการให้กู้เงินการค้ำประกัน และการปรับโครงสร้างหนี้ที่กระทรวงการคลังกระทําก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ

*หมายเหตุ : - เหตุ ผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ เนื่องจากในช่วงระยะเวลาที่ผ่านมา ประเทศไทยต้องประสบปัญหาวิกฤตทางเศรษฐกิจอย่างรุนแรง ส่งผลให้หนี้ สาธารณะของประเทศเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจําเป็นต้องบริหารหนี้ สาธารณะ ทั้งที่ เกิดขึ้นแล้วและที่กําลังจะเกิดขึ้นให้มีประสิทธิภาพ แต่โดยที่บทบัญญัติเกี่ยวกับการก่อหนี้การค้ำประกันละการปรับโครงสร้าง หนี้ในปัจจุบันไม่เอื้ออํานวยต่อการบริหารหนี้สาธารณะของประเทศและกระจัดกระจายอยู่ในกฎหมายหลายฉบับ สมควรปรับปรุง กฎหมายเหล่านั้นให้เป็นระบบและมีเอกภาพยิ่งขึ้นและโดยที่เป็นการสมควรพัฒนาตลาดตราสารหนี้ให้มีความกว้างขวางมั่นคง และมีความต่อเนื่องอันจะเป็นช่องทางในการระดมเงินทุนแก่ภาครัฐและภาคเอกชน รวมทั้งเป็นประโยชน์ในการสร้างอัตราดอกเบี้ยอ้างอิง อีกทั้งหน่วยงานที่มีหน้าที่รับผิดชอบในการบริหารหนี้สาธารณะมีอยู่หลายหน่วยงาน สมควรให้มีหน่วยงานกลางเพียงหน่วยงานเดียวเพื่อทําหน้าที่รับผิดชอบการบริหารหนี้สาธารณะให้ เป็นไปอย่างมีระบบมีประสิทธิภาพ และควบคุมดูแลการก่อหนี้โดยรวมเพื่อให้ภาระหนี้สาธารณะอยู่ในระดับที่สอดคล้องกับฐานะการเงินการคลังของประเทศ จึงจําเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้

 
ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ
พันตํารวจโท ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี
 
     
Update