กด Ctrl+F เพื่อค้นหาคำที่ต้องการในหน้านี้
   

  กฎหมาย.คอม ข้อที่  
 
:: ระเบียบคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ
:: ว่าด้วยการแต่งตั้งที่ปรึกษาคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ พ.ศ. 2546 ข้อที่ 1-16

โดยที่เป็นการสมควรให้มีที่ปรึกษาคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ เพื่อปฏิบัติหน้าที่หรือดำเนินกิจการใดๆ ตามที่มอบหมาย อาศัยอำนาจตามความใน มาตรา 19 (12) และ มาตรา 107 (7) แห่ง พระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 จึงออกระเบียบไว้ดังนี้
ข้อ 1 ระเบียบนี้เรียกว่า "ระเบียบคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ว่าด้วยการแต่งตั้งที่ปรึกษาคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ พ.ศ. 2546"
ข้อ 2[1] ระเบียบนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษา เป็นต้นไป
ข้อ 3 ในระเบียบนี้
"คณะกรรมการ ป.ป.ช." หมายถึง คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ
"ประธานกรรมการ" หมายถึง ประธานกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ
"สำนักงาน ป.ป.ช." หมายถึง สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ
ข้อ 4 ให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีอำนาจตีความและวินิจฉัยปัญหาเกี่ยวกับการปฏิบัติตามระเบียบนี้
ข้อ 5 ให้ประธานกรรมการ แต่งตั้งที่ปรึกษาคณะกรรมการ ป.ป.ช. ตามความเห็นชอบของคณะกรรมการ ป.ป.ช.
ข้อ 6 ที่ปรึกษาคณะกรรมการ ป.ป.ช. ต้อง
(1) ไม่เป็นข้าราชการซึ่งมีตำแหน่งหรือเงินเดือนประจำ ข้าราชการการเมือง หรือข้าราชการรัฐสภาฝ่ายการเมือง
(2) ไม่เป็นกรรมการหรือเจ้าหน้าที่พรรคการเมือง
(3) ไม่เป็นผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง
ข้อ 7 ที่ปรึกษาคณะกรรมการ ป.ป.ช. ต้องมีคุณสมบัติ และประสบการณ์ ดังต่อไปนี้
(1) สำเร็จการศึกษาไม่ต่ำกว่าปริญญาตรี และเคยเป็นข้าราชการ ระดับ 11
(2) มีความรู้ ความเชี่ยวชาญ หรือประสบการณ์ตามที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. เห็นสมควรและมีผลงานเป็นที่ประจักษ์
ข้อ 8 ให้ผู้ได้รับการเสนอแต่งตั้งเป็นที่ปรึกษาคณะกรรมการ ป.ป.ช. ยื่นใบรายงานตัวตามแบบที่กำหนดต่อสำนักงาน ป.ป.ช. พร้อมด้วยหลักฐานดังต่อไปนี้
(1) สำเนาทะเบียนบ้านและสำเนาบัตรประจำตัวประชาชน ถ้ามีการเปลี่ยนชื่อหรือนามสกุลให้นำหลักฐานการเปลี่ยนชื่อหรือนามสกุลมาแสดงด้วย
(2) หลักฐานแสดงคุณสมบัติตาม ข้อ 7
(3) รูปถ่ายหน้าตรง ขนาด 1 นิ้ว ซึ่งถ่ายมาแล้วไม่เกิน 6 เดือน จำนวน 4 รูป
(4) ใบรับรองแพทย์ซึ่งมีอายุไม่เกิน 6 เดือน
ข้อ 9 ให้สำนักงาน ป.ป.ช. ออกบัตรประจำตัวแก่ที่ปรึกษาคณะกรรมการ ป.ป.ช. เพื่อแสดงตน
บัตรประจำตัวตามวรรคหนึ่ง เป็นอันยกเลิกเมื่อมีกรณีตาม ข้อ 16
ข้อ 10 ให้สำนักงาน ป.ป.ช. ดำเนินการจัดทำและรักษาทะเบียนประวัติของที่ปรึกษาคณะกรรมการ ป.ป.ช.
ข้อ 11 ที่ปรึกษาคณะกรรมการ ป.ป.ช. มีหน้าที่วิเคราะห์ ให้คำปรึกษา แนะนำ เสนอความคิดเห็นต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. และปฏิบัติหน้าที่อื่นตามที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. มอบหมาย
ข้อ 12 ให้นำระเบียบคณะกรรมการ ป.ป.ช. ว่าด้วยเครื่องแบบและการแต่งกายของข้าราชการสำนักงาน ป.ป.ช. เฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับเครื่องแบบประจำสำนักงาน ป.ป.ช. มาใช้บังคับกับที่ปรึกษาคณะกรรมการ ป.ป.ช.
ข้อ 13 ให้นำ พระราชกฤษฎีกา ว่าด้วยค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปราชการ และระเบียบกระทรวงการคลังที่ออกตามพระราชกฤษฎีกาดังกล่าว มาใช้บังคับแก่ค่าใช้จ่ายในการเดินทางของที่ปรึกษาคณะกรรมการ ป.ป.ช. ตามระเบียบนี้โดยอนุโลม โดยให้ได้รับสิทธิในอัตราเดียวกับข้าราชการสำนักงาน ป.ป.ช. ระดับ 11
ข้อ 14 ให้ที่ปรึกษาคณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้รับค่าตอบแทนเป็นรายเดือน เดือนละ 60,000 บาท และให้มีสิทธิได้รับสวัสดิการและการสงเคราะห์อื่น ดังต่อไปนี้
(1) การประกันสุขภาพ ให้ได้รับค่าเบี้ยประกันไม่เกิน 10,000 บาท ต่อคนต่อปี
(2) บำเหน็จตอบแทนเป็นเงินซึ่งจ่ายครั้งเดียวเมื่อพ้นจากตำแหน่ง หลังจากที่ดำรงตำแหน่งครบหนึ่งปีขึ้นไปนับแต่วันที่ได้รับแต่งตั้ง
ในการคำนวณบำเหน็จตอบแทน ให้นำค่าตอบแทนเป็นรายเดือนคูณด้วยระยะเวลาการดำรงตำแหน่งเป็นรายปี โดยให้นับจำนวนปีและเศษของปีด้วย การคำนวณเศษของปีที่เป็นเดือนหรือเป็นวันให้เป็นปีนั้น ให้นำเศษที่เป็นเดือนหารด้วยสิบสอง และเศษที่เป็นวันหารด้วยสามสิบ ได้ผลลัพธ์เท่าใดจึงหารด้วยสิบสอง ในการคำนวณให้ใช้ทศนิยมสองตำแหน่งและให้นำจำนวนที่คำนวณได้มารวมกันเป็นระยะเวลาที่ดำรงตำแหน่งซึ่งเป็นจำนวนปี
สิทธิในบำเหน็จตอบแทน เป็นสิทธิเฉพาะตัว จะโอนไม่ได้
ในกรณีที่ที่ปรึกษาคณะกรรมการ ป.ป.ช. พ้นจากตำแหน่งเพราะถึงแก่ความตายไม่ว่าผู้นั้นจะดำรงตำแหน่งครบหนึ่งปีบริบูรณ์หรือไม่ก็ตาม ให้ผู้นั้นมีสิทธิได้รับบำเหน็จตอบแทน โดยให้จ่ายแก่ทายาทโดยธรรม ซึ่งเป็นผู้มีสิทธิรับมรดกของผู้ตายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย
(3) ประโยชน์ตอบแทนอื่นตามที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. กำหนด
ข้อ 15 ที่ปรึกษาคณะกรรมการ ป.ป.ช. ต้องปฏิบัติตามนโยบาย คำสั่ง กฎ ระเบียบ ข้อบังคับ และแบบธรรมเนียมของคณะกรรมการ ป.ป.ช.
ในกรณีปฏิบัติหน้าที่มีความดีความชอบเป็นพิเศษ ให้มีสิทธิได้รับการเสนอชื่อเพื่อขอรับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ตามหลักเกณฑ์ที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. กำหนด
ข้อ 16 ที่ปรึกษาคณะกรรมการ ป.ป.ช. พ้นจากตำแหน่ง เมื่อ
(1) ตาย
(2) ลาออก
(3) มีลักษณะต้องห้ามตาม ข้อ 6 หรือขาดคุณสมบัติตาม ข้อ 7 แล้วแต่กรณี
(4) คณะกรรมการ ป.ป.ช. เห็นสมควรให้พ้นจากตำแหน่ง


:: ประกาศ ณ วันที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2546
:: (ลงชื่อ) โอภาส อรุณินท์ ประธานกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ

 
 
  ทั้งหมดบน website นี้สงวนลิขสิทธิ์ ตาม พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ 2537
ดำเนินงานโดย thethailaw.com ขอบคุณทุกท่านที่แวะมาเยี่ยมเยียน
Update