กด Ctrl+F เพื่อค้นหาคำที่ต้องการในหน้านี้
   

    ฎีกาเลขที่ 3963/2543
   
:: รอการลงโทษ, ฟ้องเท็จ, เบิกความเท็จ, ผู้เสียหาย

3963/2543 การที่โจทก์ออกเช็คสั่งจ่ายเงินจำนวน 500,000 บาทให้แก่จำเลยนั้นเป็นการออกเช็คเพื่อค้ำประกันเงินกู้ที่โจทก์ กู้ไปจากจำเลยจำนวน 120,000 บาทเมื่อจำเลยนำเช็คพิพาทฉบับดังกล่าวไปฟ้องกล่าวว่าโจทก์ออกเช็คให้แก่จำเลยเพื่อชำระหนี้ เงินกู้โดยเจตนาที่จะไม่ให้มีการใช้เงินตามเช็คตาม พ.ร.บ. ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็คฯ มาตรา 4 จึงเป็นการฟ้องคดีอาญา ต่อศาลว่าโจทก์กระทำความผิด การกระทำของจำเลยจึงเป็น ความผิดฐานฟ้องเท็จ
จำเลยเบิกความในการพิจารณาคดีอาญาของศาลชั้นต้นยืนยัน ตามฟ้องว่าเช็คพิพาทตามที่จำเลยฟ้องเป็นเช็คที่โจทก์ออกเพื่อชำระหนี้เงินกู้ให้จำเลย เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าโจทก์ออกเช็คพิพาทให้ จำเลยยืดถือไว้เพื่อเป็นประกันหนี้เงินกู้ที่โจทก์มีอยู่ต่อจำเลย คำเบิกความของจำเลยย่อมเป็นความเท็จและเป็นข้อสาระสำคัญในคดี เพระถ้าศาลชั้นต้นฟังว่าเช็คคำพิพาทโจทก์ออกให้จำเลยเพื่อเป็นการชำระหนี้เงินกู้ ศาลชั้นต้นก็อาจพิพากษาลงโทษจำคุกโจทก์ได้ ดังนั้น จำเลยย่อมมีความผิดฐานเบิกความเท็จ
การที่จำเลยฟ้องเท็จและเบิกความเท็จในคดีอาญา ถึงแม้ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์จะพิพากษายกฟ้อง แต่โจทก์ผู้ถูกฟ้องย่อม ได้รับคามเสียหายจากการกระทำของจำเลย โจทก์เป็นผู้เสียหายตามกฎหมาย
การที่โจทก์ออกเช็คพิพาทและเขียนหนังสือประกอบการออก เช็คให้จำเลยมิใช่เพื่อให้จำเลยนำมาฟ้องเท็จและเบิกความเท็จโจทก์ จึงมิได้ร่วมกระทำความผิดกับจำเลย
การที่จำเลยนำความเท็จมาฟ้องโจทก์และเบิกความเท็จนั้นก็ โดยเจตนาให้โจทก์ต้องโทษอาญา หากศาลเชื่อว่าเป็นความจริงดัง คำฟ้องและคำเบิกความของจำเลยแล้ว โจทก์อาจถูกศาลพิพากษา ลงโทษจำคุกได้ ถือว่าเป็นการกระทำที่เป็นภัยร้ายแรงต่อสังคม จึงไม่สมควรรอการลงโทษจำคุก

3963/2543 โจทก์ นายนิทัศน์ ละอองศรี จำเลย นายสุรินทร์ แสงขำ
:: อาญา รอการลงโทษ ฟ้องเท็จ เบิกความเท็จ ( มาตรา 56 , 175 , 177) วิธีพิจารณาความอาญา ผู้เสียหาย( มาตรา 2 (4))
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม 2531 จำเลยได้ยื่นฟ้องโจทก์ต่อศาลชั้นต้นในคดีหมายเลขดำที่ ช. 3149/2531 คดี หมายเลขแดงที่ ช.1484/2533 ระหว่างนายสุรินทร์ แสงขำ โจทก์นายนิทัศน์ ละอองศรี จำเลย ว่าโจทก์ได้กระทำความผิด อาญาตามพระราชบัญญัติ ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้ เช็ค พ.ศ. 2497 ใจความว่าโจทก์ได้ลงลายมือชื่อสั่งจ่ายเช็ค จำนวนเงิน 500,000 บาท เพื่อชำระหนี้เงินยืมให้แก่จำเลยอันเป็นความเท็จ ความจริงแล้วโจทก์ออเช็คฉบับดังกล่าวให้แก่ จำเลยเพื่อเป็นการค้ำประกันการชำระหนี้เงินกู้ที่โจทก์ได้กู้จาก จำเลยไปจำนวน 120,000 บาท และต่อมาจำเลยได้เบิกความ เป็นพยานโจทก์ในคดีของศาลชั้นต้นดังกล่าวว่า เมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม 2530 โจทก์ไปพบจำเลยที่บ้านเพื่อขอยืมเงิน 500,000 บาท โดยก่อนหน้านี้ 7 ถึง 8 วัน โจทก์ได้ติดต่อจำเลยมาก่อน จำเลยตกลงให้ยืมเงิน โจทก์จึงได้ออกเช็คให้แก่จำเลย 1 ฉบับจำนวน 500,000 บาท โจทก์ได้ลงลายมือชื่อสั่งจ่ายเช็ค ดังกล่าวต่อหน้าจำเลย และจำเลยได้มอบเงินให้แก่โจทก์รับไป ครบถ้วนแล้วในวันดังกล่าวถึงกำหนดในวันที่ 29 กุมภาพันธ์ 2531 จำเลยนำเช็คดังกล่าวไปเข้าบัญชีที่ธนาคารนครหลวงไทย จำกัด สาขาลาดพร้าว เพื่อให้เรียกเก็บเงินตามเช็ค ปรากฏว่าธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงินอ้างเหตุผลว่า "มีคำสั่งให้ ระงับการจ่ายเงิน" จำเลยได้ให้ทนายความมีหนังสือทวงถามไป ยังโจทก์และผู้สลักหลังเช็ค แต่บุคคลทั้งสามเพิกเฉย ไม่ชำระหนี้ตามเช็คให้จำเลย การกระทำของโจทก์เป็นการออกเช็คโดยเจตนาที่จะไม่มีการใช้เงินตามเช็คอันเป็นความเท็จ ความจริง แล้วตามวันที่จำเลยอ้างโจทก์มิได้กู้เงินจำเลย จำเลยมิได้มอบ เงิน 500,000 บาทให้แก่โจทก์ เช็คฉบับที่จำเลยนำมาฟ้องโจทก์ เป็นเช็คค้ำประกันเงินกู้จำนวน 120,000 บาท จำเลยมีอาชีพออกเงินกู้ การให้กู้เงินทุกรายจำเลยมิได้เรียกหลักทรัพย์ค้ำประกัน แต่จะใช้วิธีให้ผู้กู้ออกเช็คให้จำนวน 2 ฉบับ ฉบับแรก สั่งจ่ายตรงกับเงินกู้ ฉบับที่สองเป็นเช็คค้ำประกันสั่งจ่ายสูงกว่า เงินกู้มาก โจทก์พร้อมที่จะชำระหนี้ให้แก่จำเลย แต่จำเลยไม่ยอมรับ จำเลยบังคับให้โจทก์เบิกความเท็จในคดีที่จำเลยฟ้อง นาวาอากาศเอกไพศาล ศรีภักดี มิฉะนั้นจำเลยจะนำเช็คดังกล่าว มาฟ้องโจทก์ โจทก์ไม่ยินยอม จึงถูกจำเลยฟ้องทั้งคดีแพ่งและ คดีอาญา อันเป็นการฟ้องเท็จ และมีผลให้จำเลยต้องเบิกความเท็จ ข้อเท็จจริงที่ว่าโจทก์กู้เงินจำเลยไป 500,000 บาท แล้วออกเช็ค สั่งจ่ายเงิน 500,000 บาท ให้จำเลยเพื่อชำระหนี้เป็นความจริง หรือไม่ ย่อมเป็นสาระสำคัญในคดี หากศาลเชื่อว่าเป็นความจริง ดังที่จำเลยฟ้องและเบิกความ โจทก์ก็ต้องถูกลงโทษทางอาญา ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 175 , 177 วรรคสอง , 91
ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้วเห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง
จำเลยให้การปฏิเสธ
ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 175 และ 177 วรรคสอง ให้เรียงกระทงลงโทษ ทุกกรรมเป็นกระทงความผิด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานฟ้องเท็จจำคุก 1 ปี ฐานเบิกความเท็จจำคุก 1 ปี รวม 2 กระทงเป็นจำคุก 2 ปี
จำเลยอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลดโทษจำเลยหนึ่งในสี่ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยกระทง ละ 9 เดือนรวม 2 กระทง เป็นจำคุก 18 เดือน นอกจากที่แก้คง ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำ พิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...คดีมีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกา ของจำเลยว่าจำเลยกระทำผิดตามฟ้องหรือไม่ กรณีความผิด ฐานฟ้องเท็จนั้น... เมื่อโจทก์และพยานโจทก์ต่างก็เบิกความว่า เป็นลูกหนี้เงินกู้ของจำเลย และจำเลยก็เบิกความยอมรับว่า โจทก์และพยานโจทก์ต่างเป็นลูกหนี้เงินกู้ของจำเลยจริง และจำเลยยังให้บุคคลอื่นกู้เงินอีกหลายราย พฤติการณ์แห่งคดีน่า เชื่อว่าจำเลยมีอาชีพให้กู้เงินด้วย ดังนั้น ที่จำเลยนำสืบว่าให้ บุคคลอื่นกู้เงินโดยไม่ได้รับผลประโยชน์ตอบแทนนั้น จึงไม่น่า เชื่อถือและไม่สมเหตุผล เพราะเมื่อจำเลยเป็นอาชีพให้กู้เงิน ย่อมจะโดยทั่วไปแล้ว ผู้กู้ย่อมจะต้องมีหลักทรัพย์ค้ำประกัน หนี้เงินกู้ให้แก่ผู้ให้กู้ แต่คดีนี้จำเลยเบิกความยอมรับว่าให้ โจทก์กู้โดยไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน แต่จะให้ผู้กู้ออกเช็ค ชำระหนี้เงินกู้และมีผู้สลักหลังเช็คให้เท่านั้น ซึ่งถ้าเป็นจริงดัง คำเบิกความ จำเลยในฐานนะมีอาชีพให้กู้เงินย่อมมีโอกาส เสี่ยงต่อการเสียเงินที่ให้กู้ไปได้โดยไม่มีความมั่นคงว่าจะได้รับต้นเงินกู้คืน ดังนั้น การที่จำเลยให้ผู้กู้เงินออกเช็คอีกฉบับหนึ่ง ก็เพื่อค้ำประกันหนี้เงินกู้และค้ำประกันเช็คฉบับแรกที่ออกเพื่อชำระหนี้เงินกู้ จึงมีเหตุผลให้รับฟังและเป็นไปได้อย่างยิ่งดังที่ โจทก์นำสืบว่าโจทก์ออกเช็คพิพาทจำนวนเงิน 500,000 บาท เพื่อค้ำประกันหนี้เงินกู้ของโจทก์ที่ค้างชำระจำเลยจำนวน 120,000 บาท ส่วนที่โจทก์ทำหนังสือประกอบการออกเช็คไว้ ตามเอกสารหมาย ล.2 หรือ จ.5 ในสำนวนคดีอาญาหมายเลข แดงที่ ช. 1484/2533 โดยระบุว่าโจทก์ออกเช็คจำนวน 500,000 บาท เพื่อชำระหนี้เงินกู้นั้น โจทก์และพยานโจทก์ต่างก็เบิก ความว่าเป็นข้อบังคับของจำเลยที่จะให้ผู้กู้ทำหนังสือดังกล่าว มิฉะนั้นจำเลยก็จะไม่ให้กู้หรือเรียกเงินกู้ที่ค้างชำระคืนทันที โจทก์จึงจำเป็นต้องทำบันทึกให้ ดังนั้น การที่โจทก์ทำหนังสือ ประกอบการออกเช็คให้จำเลยดังกล่าวจึงมิได้เป็นไปโดยความ สมัครใจตามความเป็นจริงและเมื่อพิจารณาถึงการที่โจทก์มีคำสั่งห้ามธนาคารจ่ายเงินตามเช็คจำนวนความเป็นจริงและ เมื่อพิจารณาถึงการที่โจทก์มีคำสั่งห้ามธนาคารจ่ายเงินตามเช็ค จำนวน 500,000 บาทตามเอกสารหมาย จ.11 และ จ.13 (อยู่ ในสำนวนคดีอาญาหมายเลขแดงที่ ช.1484/2533 ของศาลชั้น ต้น) ซึ่งได้ระบุว่าเช็คพิพาทเป็นเช็คค้ำประกันประกอบกับบันทึก แจ้งความของโจทก์ที่สถานีตำรวจตามเอกสารหมาย จ.12 ซึ่ง มีรายละเอียดตรงกับที่โจทก์เบิกความแล้ว แสดงให้เห็นว่าโจทก์ เห็นว่าเช็คพิพาทเป็นเช็คค้ำประกันจึงมีคำสั่งห้ามธนาคารจ่ายเงิน กับได้ไปแจ้งความไว้เป็นหลักฐานเมื่อฟังพยานหลักฐาน โจทก์ประกอบกันแล้ว ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าการที่โจทก์ออกเช็ค ธนาคารกรุงเทพ จำกัด สาขาอินทามระ 832 เลขที่ 0842769 ลงวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2531 สั่งจ่ายเงินจำนวน 500,000 บาท ให้แก่จำเลยนั้น เป็นการออกเช็คเพื่อค้ำประกันเงินกู้ที่โจทก์กู้ ไปจากจำเลยตามที่โจทก์อ้าง เมื่อจำเลยนำเช็คพิพาทฉบับดังกล่าวไปฟ้องกล่าวหาว่าโจทก์ออกเช็คให้แก่จำเลยเพื่อชำระหนี้ เงินกู้โดยเจตนาที่จะไม่ให้มีการใช้เงินตามเช็ค ตามพระราชบัญญัติ ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2497 มาตรา 4 จึงเป็นการฟ้องคดีอาญาต่อศาลว่าโจทก์กระทำความผิด การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานฟ้องเท็จตามฟ้อง ที่จำเลย นำสืบปฏิเสธต่อสู้อ้างเหตุว่าเป็นการฟ้องตามความเป็นจริงจึงไม่มีน้ำหนักหักล้างพยานโจทก์ได้ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษา ลงโทษจำเลยในข้อหาความผิดนี้ต้องกันมานั้น ศาลฎีกาเห็น พ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น ส่วนกรณีความผิดฐานเบิก ความเท็จนั้น เห็นว่า เมื่อจำเลยเบิกความในการพิจารณาคดี อาญาของศาลชั้นต้นตามเอกสารหมาย จ.2 ยืนยันตามฟองว่า เช็คพิพาทตามที่จำเลยฟ้องเป็นคดีที่โจทก์ออกเพื่อชำระหนี้เงินกู้ให้จำเลย เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าโจทก์ออกเช็คพิพาทให้จำเลย ยึดถือไว้เพื่อเป็นประกันหนี้เงินกู้ที่โจทก์มีอยู่ต่อจำเลย คำเบิก ความของจำเลยย่อมเป็นความเท็จ และเป็นข้อสาระสำคัญในคดี เพราะถ้าศาลชั้นต้นฟังว่าเช็คพิพาทโจทก์ออกให้จำเลยเพื่อเป็นการชำระหนี้เงินกู้ ศาลชั้นต้นก็อาจพิพากษาลงโทษจำคุให้โจทก์ ได้ ดังนั้น จำเลยย่อมมีความผิดฐานเบิกความเท็จตามฟ้อง ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษจำเลยในข้อหาความผิดนี้ต้อง กันมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้นที่ จำเลยฎีกาว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเพราะโจทก์ไม่ใช่ผู้เสียหายนั้น เห็นว่า คำว่า "ผู้เสียหาย" หมายถึง บุคคลผู้ได้รับความเสียหายเนื่องจากการกระทำผิดฐานใดฐานหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2 (4) การที่จำเลยนำ ความเท็จมาฟ้องโจทก์เป็นคดีอาญา และเบิกความเท็จในคดี ดังกล่าว ถึงแม้ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์จะพิพากษายกฟ้อง แต่โจทก์ผู้ถูกฟ้องย่อมได้รับความเสียหายจากการกระทำของจำเลย โจทก์จึงเป็นผู้เสียหายตามกฎหมายและมีอำนาจฟ้อง จำเลยเป็นคดีนี้ ส่วนที่จำเลยอ้างว่าโจทก์มีส่วนร่วมกระทำความผิดกับจำเลย จึงไม่มีอำนาจฟ้องนั้น เห็นว่าการที่โจทก์ออกเช็ค พิพาทและเขียนหนังสือประกอบการออกเช็คให้จำเลย มิใช่เพื่อ ให้จำเลยนำมาฟ้องเท็จและเบิกความเท็จ โจทก์จึงมิได้ร่วมกระทำความผิดกับจำเลยตามที่จำเลยอ้าง ที่จำเลยฎีกาว่าโจทก์ สืบพยานเปลี่ยนแปลงเอกสารหนังสือประกอบการออกเช็คตาม เอกสารหมาย ล.2 หรือ จ.5 ของคดีอาญาหมายเลขแดงที่ ช. 1484/2533 ของศาลชั้นต้น ซึ่งต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 94 นั้น เห็นว่า หนังสือประกอบการออกเช็คไม่มีกฎหมายบังคับให้ต้องมีพยานเอกสารมาแสดง จึงไม่ต้องห้ามสืบเปลี่ยนแปลงแก้ไขฎีกาของจำเลยล้วนฟังไม่ขึ้น
ปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อสุดท้ายว่า สมควรลงโทษจำเลยในสถานเบาและรอการลงโทษจำคุกให้จำเลย หรือไม่ เห็นว่า ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยฐานฟ้องเท็จมีกำหนด 1 ปีและเบิกความเท็จมีกำหนด 1 ปีรวมจำคุก 2 ปี และศาลอุทธรณ์เห็นว่าจำเลยได้บำเพ็ญตนเป็นประโยชน์ต่อสาธารณะโดยการช่วยเหลือสังคม จึงลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสี่ คงเหลือจำคุกจำเลยกระทง ละ 9 เดือนรวม 2 กระทง เป็นจำคุก 18 เดือนนั้น นับว่าเหมาะ สมแก่พฤติการณ์แห่งรูปคดีแล้ว ไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะเปลี่ยนแปลง แก้ไข ส่วนที่จำเลยขอให้รอการลงโทษจำคุกให้นั้น เห็นว่า การที่ จำเลยนำความเท็จมาฟ้องโจทก์และเบิกความเท็จนั้น ก็โดยเจตนาให้โจทก์ต้องโทษทางอาญา หากศาลเชื่อว่าเป็นความจริงดังคำ ฟ้องและคำเบิกความของจำเลยแล้วโจทก์อาจถูกศาลพิพากษา ลงโทษจำคุกได้ ถือว่าเป็นการกระทำที่เป็นภัยร้ายแรงต่อสังคม จึงไม่สมควรรอการลงโทษจำคุกให้จำเลย ฎีกาข้อนี้ของจำเลย ฟังไม่ขึ้นบางส่วน "
พิพากษายืน

:: วิชัย วิสิทธวงศ์ - พิชัย เตโชพิทยากูล - วินัย ตุลยภักดิ์


 
  ทั้งหมดบน website นี้สงวนลิขสิทธิ์ ตาม พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ 2537
ดำเนินงานโดย thethailaw.com ขอบคุณทุกท่านที่แวะมาเยี่ยมเยียน
Update